| โจ๋'s profileMaster of the kitchen *P...PhotosBlogLists | Help |
|
July 03 ขอร้อง - แดนวรเดช
ขอร้อง แดน เหมือนหัวใจไม่เหลือใจ April 30 คำตอบของผู้ชายดีๆ ที่คิดดีๆReply ... จากผู้ชายดี ๆผมกำลังจะแต่งงาน แต่ ..... จ้าวสาวของผม .... ดัน ผมกับแฟนคบกันมาเกือบๆ 3 ปีแล้วเรากำลังจะแต่งงานกัน --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- credit : Ai_Gung GA ขอบคุณครับ April 20 ความรักแบบไหนจะดีกุหลาบสีม่วงแท้ ๆ
ความรัก
ระหว่าง รักที่ให้ กับ รักที่ต้องการ คุณเคยรักใครซักคนไหม ?
คำถามยอดฮิตของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน หรือแม้แต่คนที่มีอายุกลางคน ถึงบั้นปลาย ความรักนั้นเป็นเช่นไร หลายๆคนคงเคยสัมผัส อาจจะแตกต่างกันในหลายๆรูปแบบ บางครั้งต้องการ กลับวิ่งหนี
แต่เวลาไม่ต้องการ กลับวิ่งเข้าใส่ แต่ไม่ว่าความรักนั้นจะเป็นเช่นไร คุณก็คงได้สัมผัส ความสุข อันแสนหวาน หรือความทุกข์ อันแสนขมขื่น
สุดท้ายแล้วรักของคุณจะเป็นเช่นไร เคยมีคนสัมผัสกันบ้างหรือไม่ ว่าแท้จริงความรักแบบไหนกันแน่ที่คุณเลือก ระหว่างรัก ที่มีให้ กับรัก ที่มีความต้องการ รักที่ยอมได้ทุกอย่าง เพียงแค่เธอมีความสุข รักที่อยากไดุ้ทุกอย่าง ขอเพียงได้มา รักที่ไม่เคยจะมีข้อแม้ เพียงแค่ต้องการก็ทำให้ได้ รักที่เป็นเจ้าของ เพียงผู้เดียว
รักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เพียงแค่ได้ทำ รักที่พอใจกับการแสดงออก บางครั้งการเลือกของคนแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หรือบางคนอาจจะมีทั้ง 2 ความรู้สึก
ในบางครั้งอาจจะมีความรู้สึก สับสน กับสิ่งที่ตัวเองทำ ความต้องการอาจมากเกินไป หรืออยากจะให้จนไม่รับรู้ว่า จริงๆคนรับต้องการอะไร
บางครั้งอาจพลาดพลั้ง ทำให้ความรักนั้นแสนบอบช้ำ ถ้าโชคดี ก็อาจจะประคองรักไปได้
แต่ถ้าโชคร้าย รักนั้นอาจล่ม อาจจะต้องใช้ความพยายามมากมาย ที่จะทำให้รักกลับมาเหมือนเดิม หรืออาจจะต้องเสียความ รัก ที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป อย่าปล่อยให้อารมณ์ทั้งหลายมีมากเกินจำเป็น อาจจะต้องลดความต้องการบ้าง หรืออาจจะต้องให้โดยฟังผู้รับบ้าง
คนเรา มีทั้งความอยากได้ และความอยากให้ แต่บางครั้ง การมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากไป ก็อาจจะทำให้เสียสมดุลย์ และอาจจะทำให้ สิ่งดีๆที่มีนั้นหายไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าความรักนั้นจะเป็นเช่นไร ก็อยากให้คุณรักษามันเอาไว้ ในระหว่างที่คุณมีสิ่งแวดล้อมรอบๆข้างชักนำอยู่ันั้น
คุณอาจจะมองไม่เห็น สิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณเคยทำไว้ เพราะซักวันนึงคุณอาจจะเสียใจที่เสียมันไป ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร กว่าจะ รู้ตัวว่าได้ทำผิดลงไปก็สายเสียแล้ว จงอดทนอยู่กับมันให้นานทีุ่สุด
ทนได้ก็ต้องทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้สำริดผล อาจจะเป็นการเรียนรู้ อดทน เฝ้ารอ และ ตัวคุณเอง หวังว่า คงจะมองเห็นคุณค่าการใช้ความรัก แบบไม่เสียเปล่า อย่าเสียใจ ถ้าคุณจะรักใครซักคนไปตลอดชีวิต ถึงแม้เค้าจะไม่อยู่กับคุณ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจ
ไม่ต้องการสิ่งใด เพียงรักที่คอยเติมแรงใจ
อาจใช้เวลาทั้งชีวิต แต่คุณจะไม่เสียใจ ที่ได้รักคนหนึ่ง และเฝ้ารอคนๆนั้น จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต March 30 ทฤษฏี ในมุมมองของแต่ละคนนี่คือมุมของคน คนนึงที่ผมได้รับมา บางคนอ่านแล้ว อาจจะคิดว่า ใช่เลย ฉันก็คิดแบบนี้แหละ
แล้วคุณละ เคยมองตรงข้ามบ้างรึเปล่า เฉกเช่นเดียวกับ การมองสิ่งดีงาม แต่ในหลายแง่มุม
วันนี้ผมจะลองให้มาดูกัน 2 มุม ความคิดนะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับค ืนมาได้อีก หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก เพราะเหตุผลที่ว่า 'เสียดายเวลา' ที่คบกันมา บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์ จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถ ึงวันเก่าๆ แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้ เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบั น หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า.. หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่ ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่ เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น 1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น ' หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า แล้วยังจะมาเสียดายอดีต.. นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม ' ------------------------------------------------------------------------------------------
เป็นไงครับ นี่มุมมองแรกของคนนึงคน ที่ละทิ้ง และคิดจะเริ่มต้นใหม่เพื่อชีวิตใหม่ทีดีกว่า มุมมองนี้ไม่ได้แปลว่าผิด แต่ลองดูอีกมุมมองนะครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------
การคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ยังเหมือนเดิมเสมอ ไม่ได้แปลว่าหลอกตัวเอง เพียงแต่ การเริ่มใหม่ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมนั้น อาจจะดูแปลกไปกว่าคราวแรก ต้องการความเข้าใจกันมากขึ้น มากว่าความรักแรก ที่เพียงแต่ทำตามใจ อดทน รับรู้ปัญหา คุยกัน ปรึกษากัน เพราะปัญหาต่างๆก็ได้ผ่านกันมาแล้ว
ถ้าเริ่มใหม่แล้วดีกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเริ่มใหม่แล้ว ไปกันก็ไม่ได้ ก็แปลว่าต้องยอมรับว่าชีวิตนี้ไปด้วยกันไม่ได้
จมอยู่กับความทุกข์ หรือมองแต่ความทุกข์กันแน่ บางครั้งทุกข์ หรือสุขก็แยกกันไม่ออก เพราะมันมักจะมาด้วยกันเสมอ การแยกมันออกจากกัน และใช้ชีวิตต่อไปกับมัน ทำความเข้าใจมัน และพึงพอใจ ที่จะเก็บความรู้สึกดี ทิ้งความรู้สึกแย่ๆ เพื่อใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข ไม่งั้นคนที่มีชีวิตคู่ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปรับตัวเข้าหากัน เพื่อที่จะยอมรับและอยู่กับอีกฝ่ายไปตลอดชีวิตหรอก
กลับกัน การอยู่โดยบอกว่าปล่อยให้ผ่านไป ไม่ถือว่าเป็นการหลอกตัวเองหรอกหรือ ความสุขที่เคยได้รับนั้นเป็นของปลอม หรือ ความทุกข์ที่เคยได้รับเป็นของจริง งั้นมันจะต่างกันตรงไหน
อะไร คือความจริง ความสุขที่ครั้งนึง แค่คิดก็รู้สึกเหมือนชีวิตนี้ มีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้ หรือ ความทุกข์ที่ครั้งนึง แค่คิดถึงก็รู้สึกเหมือน ชีวิตนี้ไม่ต้องการอีกแล้ว ไม่อยากจะพบจะเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว
อันไหนที่คุณคิดว่าเป็นของจริงละ การทำความเข้าใจ มองเห็น ยอมรับ และรู้สึกได้ สิ่งที่คุณมองเห็น อาจไม่ใช่แค่ความรัก ถึงจะมีความเจ็บปวดบ้าง ถึงจะมีความผิดหวังบ้าง แปลว่าก็ทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะให้ความสุขหรือความทุกข์เยอะกว่ากัน
สุดท้ายแล้ว คุณเลือกที่จะมองเห็นความทุกข์ จนเสียความรู้สึกดีๆ และก็ได้แต่ทำใจว่า ที่ผ่านมาปล่อยมันไป
หรือ คุณเลือกที่จะมองเห็นความสุข แล้วยกความทุกข์ไว้ข้างๆ พร้อมทำใจสู้กับมัน
คนเราไม่มี ท้อแท้ มีแต่ท้อถอย ความสุข หรือ ความทุกข์ อะไรกันแน่ คือความจริงในชีวิตที่คุณได้พบ........... March 17 นี่หรือคือ น้ำตาอันตัวข้านี้มีชื่อว่า "น้ำตา"
น้ำตา คือ น้ำหรือสารคัดหลั่ง ที่มีหน้าที่หล่อเลี้ยงดวงตาให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ น้ำที่หล่อเลี้ยงดวงตานี้หลั่งมาจากต่อมน้ำตา หนังตา และเยื่อบุตา ตลอดเวลาในปริมาณเล็กน้อย จนไม่สังเกตว่ามีน้ำตา แต่เมื่อเวลาที่เกิดอารมณ์ดีใจ เสียใจ หรือมีสิ่งแปลกปลอมทำให้ระคายเตืองตา จะมีน้ำหลั่งมาจากต่อมน้ำตาในปริมาณมากพอให้เห็นได้ บางครั้งอาจมีลักษณะของตาแดง บวมช้ำ ร่วมด้วย นี่คือร่างกายของเราเอง
น้ำตาประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ ที่เป็นเสมือนอาหารให้เซลล์ผิวดวงตา ช่วยให้ผิวดวงตาแข็งแรง เช่น ออกซิเจน โดยปกติ กระจกตา เป็นอวัยวะที่ไม่มีเลือดมาเลี้ยงเหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ในดวงตา จึงต้องการออกซิเจนจากอากาศและน้ำตาเป็นหลัก นอกจากนี้ น้ำตา ยังมีสารอิเล็กโทรไลต์และวิตามินต่างๆ เช่นวิตามินเอ วิตามินอี มีสารต้านจุลชีพ (antimicrobial) และสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ที่จำเป็นต่อการคงสภาพที่ปกติของผิวดวงตา ในภาวะปกติ น้ำตาสร้างมาจากต่อมน้ำตา ต่อมภายในเยื่อบุตา ต่อมบริเวณโคนขนตา ตลอดจนต่อมภายในหนังตา แต่ละต่อมสร้างน้ำตาต่างชนิดกัน โดยเรียงเป็น 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นชั้นไขมัน ชั้นกลางเป็นน้ำ และชั้นที่ชิดผิวตาเป็นชั้นเมือก น้ำตาจะหายไปโดยการระเหยร้อยละ 20 ที่เหลือจะไหลลงท่อบริเวณหัวตาลงสู่คอและจมูก
อั่นแน่ เป็นไงครับน้ำตา เวลาคุณดีใจหรือเสียใจ มากจนเกิดการกระตุ้น จนหลั่งน้ำตาออกมา ตอนนี้กำลังเสียใจหรือว่า ดีใจกันอยู่รึเปล่า แต่การร้องให้มากๆก็ไม่ดีนะครับ ----------------------- จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี March 12 ที่นั่งของคนมีระดับ สวัสดีครับ จะสังเกตุได้ว่า ช่วงหลังๆสิ่งบันเทิงเริงรมณ์ที่ใช้ดึงดูดลูกค้าของสถานบันเทิงต่างๆ ได้ผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาราโอเกะ ร้านอาหารหน้าโรงหนัง ลานโบว์ลิ่งตามห้าง และอื่นๆอีกมากมาย วันนี้จะยกมาซักหนึ่งอย่าง
เราจะพูดถึงสุดยอดเก้าอี้ที่ราคาแสนแพง ทั้งๆที่ใช้เวลากับมันไม่ค่อยคุ้มค่า (แต่ถ้าไปกับคนที่คุณมีความสุข บางทีมันอาจจะคุ้มค่าที่สุด) เริ่มจากเก้าอี้ระดับ Copper จะเป็นโซฟาคู่ หรือเรียกว่า Love seat (รู้สึกจะไม่ีมีแล้ว เปลี่ยนหมด) ก็มีราคา คู่ละ 300 ต่อหนัง 1 เรื่องเลยทีเดียว สภาพก็ เป็นเบาะนุ่มนิ่ม นั่งสบายเอนหลังแทบจะหลับคาเก้าอี้ (แต่บางโรงสภาพก็ไม่น่านั่งเท่าไรนัก)
อันต่อมาก็ยังเป็นระดับ Coper เช่นกัน แต่ถูกเปลี่ยนใหม่ Honey moon Seat ก็คือเปลี่ยนเบาะใหม่เลยตั้งชื่อใหม่ซะเลยว่างั้น ราคาก็คงเดิม 555 หากินกันง่ายๆแบบนี้แหละโรงหนัง
อันต่อไปเป็น Premier suit seat อ่า อันนี้ค่อยยกระดับขึ้นมานิดนึง เท่าที่เคยดูครั้งสุดท้าย น่าจะราคา 300-400 ปัจจุบันไม่แน่ใจ เป็นเบาะคู่ บางที่จะมี ที่วางมือขั้นตรงกลาง (เรียกว่า กำแพงที่กันระหว่างเราสอง) เหอๆ แต่ก็ยังเป็นเก้าที่นั่งสบาย ใหญ่โอ่โถง
แล้วก็เริ่มเข้าสู่ระดับ ที่เรียกได้ว่าผู้ยิ่งใหญ่เค้าจะนั่งกันละ Gold Class อะฮะ อันนี้สุดยอดเลย เป็นโซฟาคู่ โซฟานอนราบตามสบาย มะมีที่วางแขนมากั้นเราสอง นอนสบายนุ่มนิ่ม มีผ้าห่ม โอ้ว้าว เตียงที่บ้าน ยังไงยังงั้น ถึงจะไม่ได้นอนเอน 180'๐ ก็เถอะ แต่ราคาก็ใช่ย่อยนะคับ ปาเข้าไป 700 - 1000 แล้วแต่โรงและสถานที่ตั้ง โอ้ว ว้าว และก็ไม่ใชว่าจะไม่มีคนนั่งด้วย
อะ อะ อันต่อปาย นี่เป็นอีกหนึ่งสุดยอด Emperror Class (โห มันจะหรู๋หร๋าอะไรขนาดนั้น) เหอๆ ราคาก็ตามชื่อมันเลยแหละ 600 - 1000 แล้วแต่สถานที่เช่นกัน เป็นโซฟานอน โอโห อะไรมันจะขนาดนั้น รอเช่า DVD ไปดูที่บ้านเลยก็ได้มั้ง 5555 ล้อเล่นๆ เดี๋ยวเกิดทำขึ้นจริง โรงหนังมิฟ้องผมแย่รึ
อุ้ย เขียนไปมาชักเยอะ เอ้าๆ อันสุดท้ายแล้ว Opera Class อ่านี้ก็ไมเบา ราคาก็ไม่ต่างกันมาก ราคามานก็ ตก 600 - 1000 บาท เช่นกัน โอ้ว เบาใหญ่โต นั่งสบาย เรียกกันว่านอนไปเลยดีกว่าไหม เหอๆ ระยะหลังนี่ทำมัยโรงหนัง ราคาที่นั่งมันแพงแบบเนี้ย (T-T) เหอๆ ถึงจะว่ายั่งงั้นยั่งงี้ โรงหนังก็ไม่ได้เข้าไปบ่อยๆ เพียงแต่อ่านๆไป ดูๆไป เหอๆ เยอะดีๆ เอามาให้อ่านๆ ดูๆกันบ้างนะคับ ชีวิตนี้อยากจะนั่งซักครั้งนะ ไอ้พวกตัวแพงๆ เบาะแดงๆ แต่ถ้าต้องไปนั่งคนเดียว หรือเสียตังโดยมะรู้สึกว่าคุ้ม ก็มะปายดีฟ่า อิอิ ถ้าใครเคยไปสัมผัสอะไรกันมาบ้างแล้วก็ มาบอกบ้างนะครับ ความรู้สึกที่นุ่มนิ่มก้นเนี่ย มันเป็นยังไง 5555
-------------------------------------------
ไอ้นี่ไง เบาะราคาแสนแพง ชีวิตนี้อยากนั่งซักครั้งหนึ่งจังเลย
![]() โอ้ว นี่เหรอ เบาะที่พวก มีกะตัง ถังใหญ่ ใส่แต่เงิน เค้านั่งกัน
March 08 11 ฉากรัก จากวันแรก ถึงวันลาละครเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับความรัก แน่นอนชื่อก้อพอจะบ่งบอกอยู่แล้ว แต่ตลอดการดูละครเวทีเรื่องนี้ ได้ครบทุกอารม ไม่ว่าจะหัวเราะ ฮาแตก ร้องไห้ น้ำตาพราก เครียด จนหน้าย่น เพราะการแสดงในแต่ละฉากที่ถึงอารมของนักแสดงทุกๆคน ทำให้ทุกคนได้เข้าถึงตัวละครอย่างลึกซึ้ง แนวคิดของเรื่องก้อคงเปนการลำดับเรื่องราวความรักของคนสองคนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ในทุกๆช่วงเวลาชีวิตที่ทั้งสองมีกันและกันถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงตัวหลักทั้งสองได้อย่างน่าทึ่ง และสองตัวรองที่คอยสร้างความบันเทิงตลอดระยะเวลาการแสดง นี่คือความสัมพันธ์ของความรัก ครอบครัว เพื่อน และจิตใจที่ยากจะหยั่งลึก หลายๆครั้งคนเราเลือกทำตามใจตัวเอง แล้วมาเสียใจทีหลัง แต่หลายๆครั้งคนเราก้อเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไร ตอนที่ยังมีโอกาสทำ มุมมองและแง่คิดของละครเรื่องนี้ เปนเพียงด้านนึงของชีวิตคู่ๆนึงที่ต้องการจะสื่อถึงความแตกต่าง ความคาดหวัง ความรัก และความหวัง ทุกๆการตัดสินใจย่อมมีผลที่เกิดขึ้นตามมาแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรับมันได้หรือเปล่าด้วย ยังไงก้อตาม ไม่อยากจะเล่ามาก เพราะเผื่อจะมีใครสนใจจะไปดูจะได้ไม่หมดอารมซะก่อน แต่เอาเปนว่าละครเรื่องนี้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป 3ชั่วโมงที่เตมไปด้วยสีสัน ความเข้าใจ แง่คิด เสียงหัวเราะ และน้ำตา ไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง แล้วจะเข้าใจว่า > > > ชีวิตคู่ ไม่ได้ง่าย และเพรียบพร้อมอย่างที่คุณคิด ------------------------------------------ พอลองหันมาย้อนมองชีวิตตัวเอง การมีชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะต้องคบกัน ดูแลกันและกัน ทำให้เชื่อใจกันและกัน เคยคิดไหมว่าชีวิตคน ถ้าวันนึงเจอคนที่ใช่สำหรับเรา แต่ถ้าเค้าบอกว่าเราไม่ใช่ เราจะทำยังไง ระยะเวลาไม่ใช่เครื่องพิสูจณ์ แต่คนเราต่างหาก ที่ต้องพิสูจณ์ ถ้าชีวิตเหมือนในละคร ที่ตอบจบ ก็สมหวังในความรัก สิ่งสุดท้ายที่จะพราก 2 คนที่รักกัน มีเพียงความตายเท่านั้น ถ้าในชีวิตจริง มีคนแบบนี้ซักคน ก็คงจะดี ---------------------------------- More Information: “เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา” เปิดการแสดง 13 รอบการแสดง ดูรายละเอียดรอบการแสดงได้ที่ ชมตัวอย่าง และซื้อบัตรได้ที่ หรือโทร 0 2262 3456
---------------------------------------- ผมว่าเพลงนี้ ก็เหมาะกับละคร เวทีเรื่องนี้ดีนะ และก็เหมาะกับ คนที่มีความรัก และหวังว่า รักของคุณๆนั้นคงจะไม่จืดจาง December 08 งานใหม่ ชีวิตใหม่ กับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ในทุกๆด้านสวัสดีทุกคนครับ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพมานาน และก็ขอบคุณทุกๆคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ ทั้งที่ คอมเม้น และไม่ได้คอมเม้น จาก ช่วงชีวิตที่ร่วงลงไปสู่จุดๆหนึ่ง ที่แทบจะลุกไม่ขึ้น ประกอบกับ อุบัติที่เหตุบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ประจวบมาจนวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 5 เดือน ที่จมปลักอยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ ไร้ความหมาย และไร้อนาคต
จนวันนึงเริ่มรู้สึกว่า ที่ตัวเองฝืนทำอยู่นี่คืออะไร อนาคตที่มองไม่เห็นนี้คืออะไร งานการที่เราทำแต่ไม่มีความสุข และเหมือนอยู่ไปวันๆนี้คืออะไร ชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ ทั้งเรื่อง การใช้ชีวิต ความรัก หรือการกระทำที่เสียเวลาไปวันๆ ผมก็ไปพักผ่อนที่ชะอำ 2-3 วัน กับบ้านเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน อาจจะเป็นเพื่อนที่ผมเชื่อใจที่สุดในโลกก็ว่าได้ บ้านเธอไม่ได้มีฐานะอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับยากจน อาจจะมีกินด้วยซ้ำ แต่บ้านเธอเป็นเพียงบ้านไม้เก่าๆ ที่สร้างมานานมากแล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเธอ นอกจาก คอมพิวเตอร์ที่เธอใช้แล้ว ก็เป็นมีพัดลมเก่าๆ 2 ตัว กับทีวี สมัยพระเจ้าเหา 1 เครื่อง (นึกเอาเองนะครับสมัยพระเจ้าเหา) ตั้งแต่วันแรกที่หอบหิ้วร่างไร้ความรู้สึก ไร้วิญญาณไปถึง ก็ได้เจอพ่อ กับแม่ของเธอ เป็นลุงป้าคู่นึง ที่มีอายุแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงดีทั้งคู่ แต่ด้วยความที่รู้จักลูกสาวเค้ามานานแล้ว เลยเรียกพ่อและแม่ได้สนิทใจ (พ่อ และ แม่ คงไม่ถือโทษโกรธเช่นกัน) ช่วงเวลา 3 วันที่ใช้ชีวิต เป็นอะไร ที่ไม่เคยเจอ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนเมือง หรือไม่ก็เคยอยู่แต่ที่ ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย เลยทำให้รู้สึกว่า ที่นี่มันช่างเป็นชีวิตที่สงบอะไรเช่นนี้ คืนแรกที่ไปถึงก็ดึกมากแล้ว บ้านเธอเป็นบ้าน 2 ชั้น เธอนอนชั้นบน พ่อและแม่ นอนชั้นล่าง แต่เพราะผมไปนอนด้วย ทำให้เธอต้องย้ายลงมานอนข้างล่างกับแม่ ส่วนผมก็นอนหน้าห้องนอนเธอ เพราะมีเตียงวางอยู่พอดี คืนแรกก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียแต่หัวค่ำ ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่ด้วยความรู้สึกว่า ผมนอนไปได้แป๊ปเดียวเอง (ปกตินอน 24 ชม อิอิ) ก็มีเสียงเรียกขึ้นมาจากชั้นล่าง หลังจากรู้สึกตัวเหลือบมองนาฬิกา ประมาณอีก 15นาที 6โมงเช้า ใครมาเรียกอะไรกันแต่เช้าเนี่ย ขอนอนอีกนิดนะ ยังไม่ทันจะหลับตา เพื่อนผมก็ขึ้นมาปลุก บอกผมว่าขี่มอไซเป็นใช่ไหม ไปตลาดหน่อยซื้อของ ด้วยความที่เรามาพักบ้านเค้า ก็รู้สึกว่าถ้าทำไรให้เค้าไม่ได้ ก็ช่วยๆงานเค้าก็ยังดีมานอนฟรีกินฟรีก็กระไรอยู่ ผมก็จัดแจงลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวไปตลาดจากบ้านเค้าไปตลาดก็เป็นระยะทางประมาณ สยาม - ประตูน้ำ ไม่ใกล้เลยนะ แถมบ้านเธอไม่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน มอไซสถานเดียวคับ แถมเป็นมอไซเก่าๆ ยุค พระเจ้าตาใส่เกงยีนต์ ขี่ช๊อปเปอร์อะ เหอๆ แบกน้ำหนักผมที่ร่วมเกือบๆ 100 โอ้ช่างน่าสงสาร เหอๆ เสียงดังมาก จำพวก ดังแต่ท่อ ล้อไม่ไปอะ เหอๆ อากาศตอนเช้า ของบอก เมืองในหมอก อากาศดีมากๆ แต่หนาวถึงขนาดพูดเป็นควัน โอ้แม่เจ้า เหมือนเมืองนอกเลย เหอๆ หลังจากเดินตลาดจนเหงื่อออกได้ที่ ก็แวะมาที่แผงของพี่สาวของเพื่อนผม พี่สาวเธอกับพี่เขยเปิดแผงขายปลาหมึกอยู่ในตลาดใหญ่ชะอำ ก็รับของแล้วก็หิ้วกลับมาที่ร้าน อ้อ อธิบายก่อน บ้านเพื่อนผมคนนี้อยู่เกือบถึงริมหาดชะอำ เปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ มุงหลังคาจาก แต่ก็มีคนกินทั้งวัน หลับมาถึงร้านประมาณ 8 โมงน่าจะได้ ก็เริ่มจัดแจงจัดการของที่ซื้อมา หั่นผัก ลวกของสด เก็บนู่นจัดนี่ จนเข้าที่ จากนั้นก็เปิดขายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขายจนถึง 6 โมงเย็น แล้วก็เก็บร้านๆ ล้างๆเก็บๆ ที่นี่แค่ 5โมงกว่า ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แถมมืดตึ๊บ มีแต่แสงนีออนบนถนนเท่านั้น ถนนทั้งยาว ทั้งกว้าง สองข้างทางเป็นป่า (น่ากลัวจริงๆ) แต่คนแถวนี้เค้าบอก ชินแล้วละ อยู่กันมาตั้งแต่เกิด โหว ถ้าเรามาอยู่ มีหวังไม่กล้าไปไหน พอเก็บร้านเสร็จเราก็กลับเข้าบ้านกัน แล้วก็เริ่มคุยกับพ่อ และแม่ของเพื่อนผม เป็นพ่อและแม่ที่ใจดีมาก เค้าก็คุยถึงเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว การใช้ชีวิต จนมาถึงปัจจุบัน ผมเริ่มรู้สึกว่า เราทำอะไรอยู่เนี่ย บ้านเค้ามีกันแค่นี้ ใช้ชีวิตกันแบบนี้ อยู่กันแบบนี้ มีครอบครัวได้ขนาดนี้ แต่เราอยู่เมืองที่ศิวิลัย มีทุกสิ่งทุกอย่างดีพร้อมกว่านี้ แต่กลับไม่สามารถทำตัวเองให้ดี สู้คนที่เค้าใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองที่ศิวิลัยอย่างนี้ได้ ชีวิต 3 วันที่ทำให้ผมรู้สึกถึงการใช้ชีวิต การทำงาน ที่นี่เค้าเผาถ่านใช้เองนะ (ถ่านๆดำๆติดไฟอะ) ปลูกผักเอง (เล็กๆน้อย) ทุกอย่างแทบจะทำเองหมด เวลาที่ผ่านไปแสนจะรวดเร็ว ผมใช้เวลา 5 เดือนไปกับงานที่ทำไปเรื่อยเปื่อยวันๆ หลังจากกลับมากรุงเทพฯ ผมก้เริ่มตระเวนหางานที่ผมคิดว่า เราชอบสิ่งนี้ เราอยุ่มากับสิ่ง และเราก็จะเริ่มมันกับสิ่งนี้แหละ + โอกาศประจวบเหมาะ มีเพื่อนคนนึงเค้าเป็นสถาปนิก ออกแบบตึกแห่งหนึ่งเพิ่งเสร็จ เค้าก็แนะนำว่า ตึกเพิ่งเปิด ลองไปดูซิ เผื่อเค้ารับสมัคร จากคำพูดนั้น ผมก็ไม่รีรอ จัดของใช้จำเป็นที่ต้องสมัครงานแล้วก็ไปทันที พอไปถึงผมแหกปากทันที "โอ้โห ไอ้ห่า จะรับกูไหมเนี่ย" อันนี้เสียงสดคับไม่มีเซนเซอร์ เหอๆ ทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูใหญ่ ตึกที่มีสีเขียวเป็นองค์ประกอบหลัก สูง 52 ชั้น ตระหง่านฟ้า พอเปิดประตูเข้าไป โอแม่เจ้า แอร์สวนกลับมาตีหน้าเย็นเฉียบ มือไม้สั่นและเย็นเฉียบพอๆกับแอร์ เพราะอาการตื่นเต้น ห้องโถงตรงหน้าฟร้อนกว้างมาก ปูพรมแดงเป็นทางเดินตรงไปที่ฟร้อน โอ้แม่เจ้า มันจะหรู๋อะไรขนาดนี้ หลังจากนั้นก็ตรงรี่ไปที่ห้องอาหารของตึก ทันทีที่โผล่เข้าไป "โอ้โห แม่เจ้า มันจะหรู๋กันไปถึงหนายว๊า" ห้องสี่เหลี่ยมที่กว้างแสนกว้าง โคมไฟระย๊าที่แสนจะหรูหร๋า พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาถามทันที "กี่คนค่ะ" เอิ๊กๆ เราพูดเบาๆว่า มาสมัครงานครับ ประจวบเหมาะกับพอดี ผู้หญิงคนนึงดูมีอายุประมาณ40+ เดินเข้ามาคุยและให้ไปนั่งรอที่โต๊ะ ทราบที่หลังว่าเค้าเป็นผู้จัดการใหญ่ (เพราะร้านมีหลายสาขา)เค้าให้กรอกใบสมัครแล้วก็เริ่มสอบถาม สอบสัมภาษกันเลยว่างั้น เนื่องจากที่ทำงานเก่าผมนั้น ตอนไปสมัครตำแหน่งมันเต็ม ผมเลยได้ตำแหน่งมาแค่สจ๊วต (บ้านเราเรียกเด็กล้างจาน)แต่ผมก็ทำงานครัวนะ เพียงแต่กินตำแหน่งนี้เฉยๆ ไอ้ที่ทำงานเก่ามันกวนโอ๊ย ตีตำแหน่งให้เป็นเด็กล้างจาน แต่ทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊ก งง ไหมละ ใครที่เข้าใจว่าผมเป็นเด็กล้างจานให้เข้าใจซะใหม่นะ เพราะงั้นผมเลยไม่มีใบผ่านงานอะไรมาให้เค้า หลังจากสัมภาษกันไปกินเวลาช่วงนึง เธอก็ให้เราประเดิมด้วยกันขายอาหารเช้าให้เธอ โอโห แม่คุณ ยังไม่ทันไรให้ก็ให้โชว์อ๊อฟซะแล้ว เอาละซิตู ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย งืมๆๆ เอาไงดีหว่า สุดท้ายตัดสินใจ เอาวะเท่าที่เราทำได้ เริ่มจากการเทสอาหารไทย ยำก่อนเลย ไทยๆนี่แหละ โอ้วแม่เจ้า เครื่องมือพร้อมเพรียง สมเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวจริงๆ 1.ยำทะเล 2.ต้มยำกุ้ง 3.สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า 4.ข้าวผัดปลาเค็ม 5.ออมเล็ต (บ้านเราเรียก ใข่ม้วน หรือใข่ก้อน) เหอๆ ผลที่ออกมา เหมือนถูกแจ๊กพ็อต เค้าบอกว่าเริ่มงานได้เลย 5555555555 ตอนนั้นใจเต้นตุ๋มๆต๋อมๆ โอ๊ว สวรรค์ทรงโปรด มีงานทำแล้วเฟ้ย เอิ๊กๆ เค้าบอกให้รอน้องสาวเค้ามาคุยเรื่องงานก่อน เพราะน้องเค้าเหมือนฝ่ายบุคคล นั่งรอกันจนเหงือกแห้ง ผ่านไป 5 ชม (-*-) น้องเค้าโทรมาบอกว่ามาไม่ได้ รถติดมากเลย อ่าวเวรกรรม รอมาทั้งวัน กลายเป็นงั้นไป คุณผู้จัดการก็สุดยอด ควักให้ 500บาท บอกค่าแท๊กซี่กลับบ้าน แล้วก็มาเริ่มงานได้เลย โอ้แม่เจ้า อะไรกันเนี่ย มาสมัครงานให้ค่าเสียเวลา 500 มีที่ไหนอีกไหม เหอๆ จากนั้นผมก็เริ่มงานกับร้านนี้ หลังจากเริ่มงานก็มีข่าวแว่วๆว่า เค้าจะให้เงินเดือนผม ตอนแรกเท่าที่มอง เรายังไม่มีตำแหน่ง ไม่มีใบผ่านงาน ไม่มีอะไรเลย คงได้เงินเดือนประมาณ 6500-7000 ก็ยังดี กินอยู่กับร้าน 3 มื้อ มีเงินเก็บทุกเดือนหักค่ารถอย่างเดียว แต่พอเริ่มงานไปได้ 2 อาทิตย์ เจ้าของร้านก็เรียกมาคุยด้วย ถามถึงตำแหน่งประสบการณ์และฝีมือ ผมก็ตอบไปตามความจริงทุกอย่าง เค้าก็เลยเทสอีกครั้ง (อีกแล้ว)ผมก็จัดแจงเล้ย โอโห ไม่นึกว่าจะโดนใจ เค้าก็เลยบอกเรานะฝีมือใช้ได้นะ ฝึกอีกหน่อยก็เก่ง อาจจะมีพรสวรรค์ งั้นก็อยู่หน้าเตาแล้วกัน ครัวไทย โอโห การจะได้ขึ้นหน้าเตาเนี่ย อย่างน้อยต้อง เป็นผู้ช่วยหน้าเตา 1-3 ปีเชียวนะ ผมขึ้นมาจากผู้ช่วยกุ๊กเล็กๆ (หั่นผัก หั่นเนื้อ) ข้ามขั้นเลย แต่ก็ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ เหอๆ จัดๆเงินเดือนไม่สนละ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ แต่ไอ้ตัวเงินเดือนนี่ กลับทำให้ตกใจเข้าไปอีก เหอๆ ไม่ขอระบุว่าเท่าไร เอาเป็นว่า 2 เท่าของงานเก่า อิอิ July 31 ผมเชื่อนะ เรื่องบาปกรรม บาปกรรมที่ผมเคยก่อไว้
คุณเคยเชื่อเรื่อง บาปกรรมไหม ผมคนนึงเคยเชื่อแต่ไม่เคยคิดว่ามันจะตามทันในชาตินี้ หรือว่าเห็นผลได้เป็นรูปธรรม จากสิ่งที่ประสบมีคนบอกผมว่า บางครั้งคนเราทำอะไรไว้จะได้รับกลับเป็น 10 เท่า ในรูปแบบที่เมหือนกันหรือว่าเปลี่ยนแปลงเป็นแบบอื่น คุณเคยไหมที่ประสบอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เหมือนกันบ่อยครั้ง จนกระทั่งคุณรู้สึกว่า ชะตาชีวิตมันเล่นตลกกับคุณ ทำมัยชีวิตคุณถึงต้องเจอเรื่องร้ายๆ ซ้ำๆ เหมือนกันบ่อยครั้ง และแทบจะทุกครั้ง คุณจะต้องเป็นฝ่ายที่เจ็บปวดหรือทรมาณ ผมก็เป็นคนนึงที่ในชีวิตเจอเรื่องราวซ้ำๆกันหลายๆครั้งจนกระทั่งผมเริ่มคิดว่า นี่คงเป็นโชคชะตา หรือเป็นบาปกรรมที่ผมเคยสร้างไว้ และตอนนี้ผมกำลังได้รับผลตอบแทนจากมัน
ผมเคยทำหลายๆอาชีพ ทำงานหลายๆแบบ และแทบทุกครั้ง พอถึงจุดที่เรียกได้ว่า จะประสบความสำเร็จซักครึ่งทาง คือมันกำลังไปได้สวยแล้ว ดีแล้ว อีกนิดเดียวก็ผ่านฉลุย แต่ก็จะต้องมีเรื่องอะไรมาให้มัพังทุกครั้งไป โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากครอบครัวผมเองบ้าง หรือว่า รอบข้างสร้างบ้าง แต่มันก็เหมือนกับการโทษสิ่งรอบข้าง และโทษโชคชะตา หรืออาจจะเป็นเพราะผมยังพยายามไม่พอ ไม่เพียงแต่เรื่องนั้น ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่เกิดกับผมแบบซ้ำๆ และทุกครั้ง มันก็ทำให้ผมเจ็บปวดใจ จนแทบจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ เหมือนคำพูดของคนคิดสั้นเนอะ แต่ผมก็ยังทนมาได้จนทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเรื่องวันนี้ คุณเคยมีความรักรึเปล่า แล้วความรักของคุณละเป็นไงบ้าง คุณมีความสุขกับมันไหม และทุกครั้งที่คุณมีความรักมันมีเหตุการอะไรที่เกิดซ้ำๆกับคุณรึเปล่า ความรักของผม อาจจะเป็นเพราะผมเองที่ทำให้มันเป็นเรื่องยากแต่เพราะประสบการณ์ความรักที่ผมได้รับมา แต่ละครั้งมันทำให้ผมรู้สึกว่ารักของผมนั้น มันช่างยากเสียนี่กระไร
แรกของผม ก็ไม่เชิงเป็นความรัก อาจจะเป็นเพียงความผูกพันธ์ที่มีต่อเพื่อนคนนึงในสมัยยังเรียนอยู่ มัธยมศึกษาช่วง ปีที่3 ตอนนั้นเป็นทอมสุดท้ายที่ผมจะจบการศึกษาตอนต้น เพื่อนฝูง และคนที่รู้จัก พวกเค้าเหล่านั้นเริ่มเติบโตและมีความรู้สึกที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ คงมีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่ยังคิดเพียงแค่ ทำงานอยู่กับครอบครัว (หรือเป็นเพราะผมอยู่ที่บ้าน ทำงานมากเกินไป)ทุกคนเริ่มคบหาเพศตรงข้าม เป็นแฟนกันไปเที่ยวด้วยกัน กินข้าว ดูหนัง และอื่นๆ ในขณะที่ผมไม่เคยแม้จะจีบผู้หญิง
จนกระทั่งเพื่อน ของเพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเราว่า นาย รู้ไหมมีคนชอบนายอยู่ เค้าอยากคบกับนายนะ -*- ไอ้ตอนนั้นเราสะดุ้งโหยงเลย หน้าอย่างเรา แถมตอนนั้นชกมวยโรงเรียนด้วย ตัวมีแต่กลิ่นสาป เมห็นๆ ตัวเต็มไปด้วยเหงื่อทั้งวันหล่อก็ไม่หล่อ ไม่น่าจะมีใครมาคบ ก็ลองตัดสินใจลองคุยกับเค้าดู ตอนนั้นเท่าที่จำได้ไม่เหมือนจะเป็นแฟนกันเลย เพราะเราแทบจะไม่เคยจูงมือกันเลยด้วยซ้ำๆ ผมก็มีโรคประหม่าประจำตัวเวลาอยู่กับผู้หญิงซะด้วย เรากลับบ้านด้วยกัน เดินด้วยกัน เลิกเรียนเค้าก็รอผมซ้อมมวยจนเย็นทุกวันแล้วก็กลับพร้อมกัน แต่คุณเชื่อไหม สิ่งที่ไม่คิดก็เกิดขึ้น ในช่วง 2 อาทิตย์สุดท้ายขณะสอบ เค้าไม่มาสอบ เค้าไม่มาเรียน จนกระทั่งวันจบการศึกษา ถึงได้รู้ข่าวจากอาจารย์ว่าเค้าลาออกก่อนสอบไป 2 อาทิตย์ผมจึงไปหาเค้าที่บ้าน เมื่อไปถึงบ้านก็ต้องตกตะลึงกับเรื่องที่ได้ยินมากกว่าเดิม ยายของเค้าบอกว่า "ตอนนี้เค้าย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว ไปกับผัวมันนะ เห็นว่าจะไปคลอดที่นู่น" เท่านั้นแหละ ผมถึงได้เดาเรื่องออก หลังจากคุยเสร็จผมถึงได้รู้ว่าเค้าท้องกับเด็กอีกโรงเรียนนึง ทำให้เค้าจำต้องลาออกจากโรงเรียน ตัวผมในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าอกหักหรอกนะ แต่แค่รู้สึกว่าเสียคนสำคัญไปคนนึงเป็นเพื่อน หรือมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรักแน่นอน หลังจากนัน้ผมก็ใช้ชีวิตเพียงลำพังจวบจนช่วงมัธยมปลาย ช่วงนั้นผมรับพิมงานด้วย ทำงานร้านคอมของคนรู้จักด้วย ผมได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง เค้าเป็นผู้ใหญ่แล้วคุยง่ายไม่เรื่องมาก คุยกันถูกคอและเนื่องจากตอนนั้นคงเป็นเพราะผมเริ่มจะเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ประจวบกับผู้หญิงคนนั้นเป็นฝ่ายเข้ามาหา(ไม่ได้มีสเน่ห์หรอกนะ พอดีมีโชค)เราคุยกันอยู่ได้พักนึง จึงตกลงคบกัน เป็นช่วงชีวิตที่รู้สึกดี เพรามีคนอยู่ข้างๆคอยรับรู้เรื่องราวต่างๆในชีวิตผม มันทำให้ผมไม่รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกแต่ความสุขนั้นก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในเวลา 3 ปีที่ทะเลาะกันบ้าง ดีกันบ้าง สิง่ที่ไม่คาดฝันก็เกิดกับชีวิตผมอีก เหตุการเดิม ซ้ำๆ ช่วงเวลาหลังจากที่คบกันมาได้พักนึง ผมต้องไปทำงานต่างจังหวัด แต่ก็กลับมาหาเค้าทุกอาทิตย์ จนกระทั่งถึงวันที่ทำให้ผมเจ็บปวด แบบหาใดเปรียบไม่ได้ เมื่อเค้าโทรบอกผมว่า เมื่อวานนี้เค้ามีอะไรกับผู้ชายคนหนึ่ง เค้าเสียใจกับการกระทำที่เกิดขึ้น ยกโทษให้เค้านะ แล้วเค้าอยากให้เราเป็นเหมือนเดิมได้ไหม สิ้นสุดเสียง ทำผมแทบใจสลาย อาการเจียรตายเป็นอย่างไรผมเข้าใจได้วันนั้นเองถ้าการจะต้องจากกัน ผมยอมให้เธอตายจากไปซะดีกว่าที่จะรู้เรื่องแบบนี้ การที่มีใครอีกคนก็ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจมากแล้ว แต่กับการที่มีอะไรกับคนอีกคนหนึ่งในส่วนที่เป็นของผมแล้วมีใครมายืนแทนที่ ลองคิดดูซิจะเป็นยังไง จากวันนั้นผ่านมาได้ 2ปี ไม่รู้จะหาคำอธิบายด้วยอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือการที่ผมต้องเสียกับคนที่ผมรู้สึกผูกพันธ์และรัก เค้ามักจะหักอกผมด้วยการมีแฟนใหม่ มีคนใหม่
แทบจะทุกครั้งผมจะเสียใจด้วยเหตุนี้ มันทำให้ผมคิดว่าชาติก่อนผมคงไปทำแฟนตัวเองเจ็บช้ำโดยการไปมีคนอื่น ชาตินี้บาปกรรมของผมถึงย้อนมาให้ผมชดใช้ และยังไม่รู้ว่าจะต้องชดใช้อีกกี่ครั้งถึงจะสาสมกับสิ่งที่เคยได้ก่อเอาไว้
แล้วคุณละเคยมีเหตุการอะไรซ้ำๆบ้างรึเปล่า ระวังให้ดีละ มันอาจจะเกิดมาจากกรรมเก่าที่คุณก่อไว้ก็ได้ July 22 ชีวิต + ความฝัน + ความรัก + ความเหงา วันนี้อาจจะมาแนวน้ำเน่าหน่อยนะครับ เพราะผมเริ่มรู้สึกสงสัยว่า นี่ชีวิตผม มันมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นรึเปล่า ทุกเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้คือชีวิตผมเองไม่ได้อ้างอิงใครทั้งสิ้น
เคยรู้สึกไหมครับ เวลาที่คุณตื่นมาในเช้าวัน ทำอะไรซ็ๆ จำเจๆทุกวันๆ ต้องตื่นตั้งแต่ ตี4 เพื่อไปทำงาน ตี5 แล้วเลิกงาน ตอนช่วงประมาณ 5ทุ่มของทุกวัน มันเป็นงานโรงแรมนะครับ ผมได้ใช้ชีวิตอยู่กับงานแบบนั้นอยู่พักนึง เวลาเรียนก็ไม่มี เวลาพักผ่อนก็น้อย อย่าพูดถึงเวลาที่จะได้พบปะสังสรรค์ เพื่อนฝูงหรือไปเที่ยวเลย แทบจะเป็นไปไม่ได้ ผมยังทนทำงานแบบนั้นอยู่ได้ถึง 3 ปี ไม่รู้เหมือนกันว่าทำมัย ในวันทุกวันๆ ที่ต้องทำงานเหนื่อยๆ ยุ่งๆ ทุกวัน และทั้งวัน วันนึงทำงานอาจจะ 10-15 ชม ด้วยซ้ำ แต่ผมกลับไม่เคยเบื่อ และมีความสุขกับมัน ตอนนั้นผมเรียนรามอยู่ด้วย แต่คุณเชื่อไหม ว่าผมเรียนรามมา 3 ปี กลับไม่ได้เก็บหน่วยกิจเลย เพราะเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาแม้แต่จะไปลงทะเบียนเรียน เทอมสุดท้ายที่ผมลงทะเบียนคือ เทอม 1 ของปีที่แล้ว หลายๆครั้งที่เพื่อนฝูงโทรมาชวนไปเที่ยว ไปกินเลี้ยง แต่ผมก็ปฎิเสธทุกครั้งจนเพื่อนหลายๆคนเริ่มไปจากชีวิตผม (หายไป ขาดการติดต่อ) ทุกคนได้บอกผมว่าผมไม่เคยจะมีเวลาคุยกับพวกเค้า ไปเที่ยว ไปกิน หรือแม้แต่งานบวชของรุ่นน้องคนนึง แม้แต่ผู้หญิงหลายๆคน ที่เคยมาคุยกับผมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ทั้งในโลกไซเบอร์ และคนที่เคยร่วมงานกันมา) ผมเริ่มมาคิดว่า ไอ้ที่ผมทำอยู่นะคืออะไร ชีวิตที่ไม่รู้จัก การเที่ยว การสนุก การมีเพื่อน ชีวิตแบบนี้คืออะไร และผมทำเพื่ออะไร สิ่งเดียวที่ตอบผมอยู่ก็คือ
"มันเป็นงานที่ผมรักไงละ" "มันเป็นความฝันที่ผมฝันมาทั้งชีวิต" แต่ผมกลับเริ่มรู้สึกว่า ความฝันนี้ อาจจะทำลายวิถี ชีวิตผม วิถีชีวิต แบบ ปุถุชน คนปกติเค้าใช้กัน ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส กับชีวิตผมที่จำความได้ก็เริ่มทำงานของที่บ้าน ที่บ้านผมเป็นโรงกลึง ผมช่วยงานตั้งแต่ 5 ขวบ พอโตขึ้นมาหน่อย ผมก็ช่วยญาติคนนึงของที่บ้านเค้าเปิดโรงงานน้ำปลา ผมมีหน้าที่ส่ง ช่วงชีวิตตั้งแต่จำความได้ นอกจากไปโรงเรียนและ ไปส่งของ ผมแทบจะไม่เคยได้ก้าวย่างออกจากบ้าน เด็กอายุ 11 ที่ไปโรงเรียน เลิกเรียนก็เล่นบอล ไปดูหนัง ฟังเพลงในยุคนั้น กับชีวิตผมที่ต้องกลับมาทำงานของที่บ้านทุกวัน ผมเลยออกจากบ้านเพื่อจะตามหาชีวิตที่เป็นของผม ผมอาศัยห้องของญาติคนนึงอยู่ ตอนเช้าต้องไปช่วยหลวงปู่บิณฑบาท แล้วไปเรียน ตกเย็นผมก็ไปทำงานที่บริษัทสินค้า อุตษหกรรมเหล็กแห่งหนึ่ง หน้าที่ผมมีไม่มาก เพียงแค่แบกเหล็กไปเก็บในสโตร์เท่านั้นเอง(สโตร์นั้นมี 5 ชั้น เป็นตึก 5 คูหาติดกัน)เริ่มงานตั้งแต่เลิกเรียน ถึง 5 ทุ่มได้วันละ 200 ผมก็ทำอย่างนี้จนจบ มัธยมต้น เพื่อนๆ ที่โรงเรียน ผมแทบจะไม่รู้จักใครเลย จำชื่อเพื่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ กระทั่งเข้ามัธยมปลายผมอาศัยอาจารย์คนนึง เค้าขายใส้กรอกส่งอยู่ (แบบรับจากโรงงานมา แล้วมาขายที่โรงเรียนให้อาจารย์คนอื่น)ผมคุยกับเค้าเรื่องที่ผมต้องการทำงาน ต้องการใช้เงิน เค้าเลยลองคุยกับทางบริษัทใส้กรอก ซึ่งก็พอดีที่บริษัทไส้กรอกเค้าจะทำ เฟรนไชน์ ก็คือขายไส้กรอกปิ้งๆ บนเครื่องปิ้งไฟฟ้าของทางบริษัท (คุณจะเห็นมันบ่อยๆที่เค้าขายใส้กรอก แล้วมีเครื่องปิ้งเป็นเตาเหล็กหมุนๆๆนั่นแหละ)นอกจากนั้นผมก็ทำงานที่ร้านอาหารแหน่งหนึ่ง เป็นกิจการของที่บ้าน แลกกับการได้มีที่อยู่อาศัยทีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย งานก็มีแค่ เลิกเรียนแล้ว ส่งเป็ดย่างให้ตามที่ลูกค้าส่ง แล้วก็ร้านอาหารต่างๆ ตอนเช้าก็เปิดร้านตอนตี 4ให้พร้อมขายก่อน 6 โมงเช้า จากนั้นก็ไปโรงเรียน จนกระทั่งจบ ม.ปลาย ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อน ไม่มีความทรงจำที่เค้าเรียกกันว่าวัยรุ่น จนกระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังเป็นคนแบบนั้น ใช้ชีวิตอยู่กับงานโดยที่ไม่มีเพื่อน จากการที่คบผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมตัดสินใจ ละทิ้งความฝัน เปลี่ยนงานที่ทำอยู่ปัจจุบันเพื่อจะได้มีวันหยุดแบบคนอื่น มีเพื่อนๆ มีสังคม แต่เชื่อไหม พอถึงเวลาจริงๆ มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด สาธยายมาตั้งนาน เรื่องจริงๆคือ อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ตั๋วหนัง 2 ใบ ตั๋วที่พักรีสอร์ทแห่งหนึ่ง 2 ใบ และตั๋วคอนเสิร์ท 2 ใบ ไม่ขอบอกว่าได้มากจาไหน แต่คุณเชื่อไหม การที่จะหาเพื่อน หรือใครซักคนที่จะไปเที่ยวกับคุณ ไปดูคอนเสิร์ทกับคุณ มันช่างยากเย็น แม้แค่ดูหนัง ตั๋วหนัง 2 ใบ ที่อยู่ในมือผม ผมใช้เวลา 2 อาทิตย์ เพียงเผื่อหาคนไปดูหนังด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ผู้หญิง หรือแม้แต่แม่ผมเอง เชื่อไหม ไม่มีใครซักคนที่จะไปดูหนังกับผมจริงๆจังๆ แม่ผมไม่อยากออกจากบ้าน เพื่อนผมส่วนใหญ่อยู่กับแฟน ผู้หญิงที่เคยมาติดพันผม ทุกคนที่ผมคุยด้วย ทำให้ผมรู้สึกว่า คุณแค่ต้องการจะมาดุหนังฟรี กินข้าวฟรี แล้วก็กลับ มันทำให้ผมไม่ไปดูหนังกับพวกเธอ แล้วผมก็ตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ ทั้งๆที่ผมฝันมาตั้งนานว่าจะหยุดเสาร์อาทิตย์ จะมีเวลาเป็นของผม จะได้เที่ยว ได้ดูหนัง ได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อน แต่คุณเชื่อไหม มันกลับกลายเป็นเช้าวันอาทิตย์ ที่เหงาที่สุดในชีวิต กับการที่มีเวลาว่างแล้วต้องนอนอยู่ในห้อง เปิดเพลงฟังคนเดียว มองดูตั๋วหนัง ที่ได้มา2ใบ แต่ไม่รู้ว่าจะเอามันไปทำอะไร ไปดูที่ไหน จะให้สารภาพก็อยากจะบอก ว่าผมไม่เคยเข้าโรงหนังเองเลย จนมันกลายเป็นความอายที่จะเข้าโรงหนัง แค่ซื้อตั๋วผมยังทำไม่เป็นเลย ทุกครั้งถ้าไปกับเพื่อน หรือคนที่ผมคบด้วย พวกเธอ พวกเขาก็จะเป็นคนเดินเข้าไปซื้อ คุณคิดว่าผู้ชายอย่างผมมีวิถีชีวิตที่แต่กต่างจากคนอื่นรึเปล่า ผมไม่รู้ว่าตัวผมเองทำอะไรอยู่กันแน่ แล้วทุกวันนี้ทำอะไร ทำเผื่อใคร แล้วทำ ทำมัย ชีวิตที่ผ่านมา 20 กว่าปีของผม ผมทำอะไรอยู่ อาจจะดู โง่ งี่ เง่า และน้ำเน่าไปทั้งหมดที่เล่ามานี่ แต่ผมแค่อยากได้ความเห็น จากใครก็ได้ ว่าผมควรจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี ชีวิตที่ไม่มีใคร ไม่เหลือใคร และไม่รู้จะทำอะไรในชีวิต ยิ่งมีวันหยุดมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง และไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ "หนึ่งวันที่เคว้งคว้าง ใช้เวลาอำพรางความเหงา เฝ้าแต่รอเวลาอาทิตย์อัสดง มันก็หมดลงไป อีกหนึ่งวัน"
อ่า ส่วนบนใครอ่านจบ มีความคิดเห็นยังไงก็บอกผมทีนะครับ ส่วนตรงนี้ มีเรื่องจะให้ช่วยกันนิดหน่อย คือผมมีไอ้เครื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไรจะหาอะไหล่ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ใครพอมีข้อมูลอะไรที่พอจะช่วยบอกได้ก็ ช่วยบอกทีนะครับ June 18 เมนูประจำเดือนมิถุนา ต้อนรับหน้าฝน เมนูที่ 1 สปาเก็ตตี้ คองกาเซ่ สาวาดดีค้าบ กลับมาเจอกานอีกแว้ว เหอๆ ช่วงนี้ผลุบๆ โผล่ๆ อัพเดือนนึง หายไป 3 เดือน (ขนาดน้าน) ก็พอดีผมมีปัญหาที่ทำงานย้ายไปย้ายมานิดหน่อย งืมๆไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็ดูเวลาว่างๆมา จนในที่สุด วันนี้ก็มาถึง เอิ๊กๆ ว่างจนได้ เมนูนี้ก็เหมียนกับ โทเมโทซอสตัวเก่าเลย เพียงแต่เราเปลี่ยนจาก ซีฟู้ดมาเป็นเนื้อสัตว์แทน
เส้นสปาเก็ตตี้เบอร์ 3 150 กรัม (สำหรับ 1 ที่)
ใบโหระพา ซอยหยาบ
หมูสับละเอียด
พาเมซาน ชีส ซอยเป็นฝอยๆ
กระเทียม ซอยละเอียด
เนยจืด
มะเขือเทศสด
น้ำมะเขือเทศเข้มข้น พร้อมลูกมะเขือเทศ
คองกาเซ่
ซอสมะเขือที่ผ่านการปรุงรสชาติแล้ว โดยใช้มะเขือเทศสดผ่าหัวออกเป้น 4 แฉก แล้วนำลงต้มให้สุก จากนั้นนำขึ้นมา ตรงที่ผ่าไว้ ผิวมะเขือเทศจะล่อนออก ทำให้ง่ายแก่การปอก ทีนี้ให้ปอกผิวมะเขือเทศออก หั่นออกเป็น 4 ส่วน คว้านเม็ดออกให้หมด สับให้ละเอียด แล้วให้ใส่ไปต้มกับน้ำมะเขือเทศเข้มข้น เคี่ยวให้เข้ากัน พร้อมเนื้อสัตว์(เนื้อหมูบดละเอียด)ปรุงรส อโรมาท เกลือ แต่งกลิ่น ใบเบลีฟ โรสเมรี่
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทาเนยจืดลงบนกระทะไม่ต้องมากๆ เพียงแค่เคลือบๆผิว (กระทะนี่ต้องเป็นกระเคลือบนะ ไม่งั้นขัดกันหน้ามืด) จากนั้นใส่กระเทียมพัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นให้นำซอสคองกาเซ่ลงผัดในกระทะที่มีกระเทียม อุ่นให้ร้อนใจากนั้นลวกเส้น สปาเก็ตตี้แล้วนำลงผัดกับซอสในกระทะ ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที ให้ใส่ใบโหระพาที่ซอยไว้แล้ว ผัดต่ออีกประมาณ10 วินาทีให้เข้ากันจากนั้นนำลงจานพัก โรยพาเมซานชีส (พาเมซานชีสจะมีกลิ่นแรงซักหน่อย ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องโรยก็ได้ครับ)
อีกหนึ่งเมนูที่(เกือบ)ง่ายดายสำหรับคนที่ชอบกิน อิอิ คราวหน้าจะลงเป็นอาหารแบบไทยๆแล้ว ใครอยากลองกินอะไรก็บอกครับ จะหามาลองให้ทำดู สำหรับวันนี้ไปก่อนละครับ April 03 เมนูประจำเดือนเมษายน ต้อนรับหน้าร้อน เมนูที่ 1 สปาซีฟู้ดโทเมโทซอส โย่ว วันนี้มาแนวฝรั่งๆหน่อย อิอิ จริงๆก็ม่ายมีราย แต่ตอนนี้เข้างช่วงหน้าร้อนแล้วเนอะ อาหารไรที่น่าจะเป็นที่จับตามองมั่งหว่า งืมๆ นึกไม่ออก วันนี้เลยเอาเมนูเมืองนอกมาให้ชิมบ้าง เผื่อจะนึกถึงบรรยากาศ หิมะ โปรยปราย อากาศเย็นๆ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) อิอิ เอ้าๆเริ่มกันเลย
อืมๆๆ เมนูวันนี้............. สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศทะเล ........... สปาเก็ตตี้โทเมโทซอสซีฟู้ด
ส่วนผสม
เส้นสปาเก็ตตี้เบอร์ 3 150 กรัม (สำหรับ 1 ที่)
ใบโหระพา ซอยหยาบ
ซอสมะเขือ (ที่ผ่านการปรุงรสชาติแล้ว ไม่ใช่ซอสมะเขือเทศ ตราโรซ่านะ อิอิ แต่ก็ใช้ได้นะแก้ขัดได้)
ปลาหมึก/หอย/กุ้ง/ปลา
พาเมซาน ชีส ซอยเป็นฝอยๆ
หอมแดง ซอยละเอียด
กระเทียม ซอยละเอียด
เนยจืด
-----------------------------------------
นำเนยจืดลงบนกระทะไม่ต้องมากๆ เพียงแค่เคลือบๆผิว (กระทะนี่ต้องเป็นกระเคลือบนะ ไม่งั้นขัดกันหน้ามืด) จากนั้นใส่กระเทียมและหอมแดงฟัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นนำซีฟู้ด (พวกกุ้งหอยปูปลา) ลวกน้ำร้อนๆ ให้พอสะดุ้งน้ำ จากนั้นให้นำซอสมะเขือลงผัดในกระทะที่มีหอมแดงและกระเทียม อุ่นให้ร้อนใส่ ซีฟู้ดที่ลวกแล้วลงไป จากนั้นลวกเส้น สปาเก็ตตี้แล้วนำลงผัดกับซอสในกระทะ ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที ให้ใส่ใบโหระพาที่ซอยไว้แล้ว ผัดต่ออีกประมาณ10 วินาทีให้เข้ากันจากนั้นำลงจานพัก เสิร์ฟพร้อม กาลิคเบท (หนมปังกระเทียม)
เท่านี้ก็จะได้ สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือซีฟู้ด ที่แสนจะหอมอร่อย
เหอๆ สูตรนี้สุดยอดไปเลยใช่ม๊า ง่ายก็ง่าย อร่อยก็อร่อย เป็นอาหารนอกเชียวนา อิอิ ส่วนซอสมะเขือใครอยากได้สูตรก็บอกนะครับ จะบอกให้งืมๆ เครื่องมันเยอะเหมือนกัน สูตรง่ายๆทำกินในบ้านได้ ลองทำกินดูนะครับ รสชาติเป็นไงอร่อยไหมก็บอกกันบ้าง หรือใครสนใจจะให้ผมไปทำให้กินก็บอกกานได้ค่าตัวไม่แพง อิอิ โอเช งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนง่วงและ ไว้คราวหน้ามาต่อกันใหม่งืมๆ คราวหน้าทำอะไรดีน๊า March 17 เมนูประจำเดือนมีนาคม เมนูที่ 1 ตามคำเรียกร้อง อัพช้าไปหน่อยคราวนี้ งืมๆ ตามที่เรียกร้อง เห็นเมนูนี้อยากได้กันจัง งั้นเราก็จัดให้ อิอิ
เมนูที่เสนอวันนี้"ผัดไทย"จ้า งืมๆ อันนี้นะ ขอบอก ง่ายมักๆ เมื่อก่อนตอนทำไม่เป็นเห็นเค้าทำว่ามันย๊าก ยาก แต่จริงๆแล้วง่ายมัก เพียงแต่เครื่องมันเยอะเฉยๆ
อืมๆ งั้นเริ่มกันเลยดีกว่า เดี๋ยวจะพาไถลไปเรื่องอื่น อิอิ
อืมๆ ของที่ต้องเตรียมก็
1. เส้นจัน
2. ไข่
3. กุ้งแห้ง
4. เต้าหู้เหลือง
5. กุ้ยช่าย
6. ถั่วงอก
7. หอมแดง
8.เนื้อสัตว์ (อันนี้แล้วแต่ชอบนะคับ แต่ตามเมนูทั่วไป ก็กุ้งสดอะ)
9.ถั่วลิสงบดหรือสับละเอียด
อืมๆ น้ำผัดไทยส่วนใหญ่เค้าจะใช้เป็น น้ำมะขาม แต่ผมใช้นี่แปลกหน่อยคือใช้น้ำมะขามเป็นตัวแม่แล้วปรุงขึ้นมาใหม่
1.น้ำมะขาม
2.ซอสมะเขือเทศ
3.ซอสมะเขือเข้มข้น (เพท)
4.น้ำตาล
5.น้ำปลา
อันนี้สูตรผมนะ เอิ๊กๆ ถ้าปกติก็ น้ำมะขามอย่างเดียว ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา
เอาละ ถึงเวลาแล้วก็มาเริ่มกันเลย งืมๆๆ เริ่มด้วยการผัดหอมแดง เต้าหู้เหลือง แล้วก็เนื้อสัตว์ ให้สุก จากนั้นพักไว้ ใส่เส้นจันผัดเติมน้อยนิดหน่อยพอให้เส้นอ่อน
ผัดดูเส้นอ่อนจนได้ที่ ตอกใข่ใส่ข้างๆ ยีๆให้ใข่สุก ผัดให้เข้ากับเส้น เติมน้ำซอสที่เราทำเตรียมไว้ (ถ้าไม่ ก็เพียงแค่น้ำมะขาม ปรุงรสตามใจปากเราก็เพียงพอแล้วคับ)
จากนั้นใส่ใบกุ้ยช่าย ถั่วงอก ถั่วป่น กุ้งแห้ง(จะป่นก็ได้ เพราะจะทำให้สีผัดไทยสดขึ้นมีสีสันน่ากิน)
อย่าผัดนาน เพราะจะทำให้เส้นติดกัน เหนียว และแข็ง เพียงแค่นี้ก็จะได้ผัดไทย อร่อยๆฝีมือคุณเอง
ปล. ในรูปอาจดำไปหน่อย ผมเผลอไปนิดนึง 555
ขอให้อร่อยนะคับ ใครมีเมนูไหนในใจก็รีเควสกันได้ ถ้ามีหรือทำได้จะบอกให้เด้อ ขอบคุณทุกคนที่มาเยียมชมคร้าบ
-----------------------------------------------------------------------------
ช่วงหลังนี่ผมทำงานหนักมากเลย ไม่ค่อยมีเวลาอัพเปซ ต้องขอโทษที่ห่างหายไปนานครับ ช่วงนี้ก็พยายามจะกลับมาเกาะโลกไซเบอร์เหมือนเดิม 555 ไม่ได้เล่นนานๆ ลืม อีกหน่อยชาวบ้านเค้าจะหาว่าเราล้าหลังกว่าที่อื่น อิอิ หวังว่าทุกคนคงสบายดี ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆ เหนื่อยๆเหมือนกัน อยากพักผ่อนบ้างน๊า ว่าจะไปหาที่พักต่างจังหวัดซักวัน 2วัน แต่งบน้อยอะ มีบ้านใครให้พักฟรีป่าวคับ จะไปเที่ยว อิอิ เมืองน่งเมืองนอกก็อยากไปเที่ยวนะ แต่คงมะมีปัญญา อยากไปฮ่องกง ไม่ก็ ไต้หวันงะ ไปหาสูตรอาหารจีนบ้าง อิอิ February 25 เมนูเด็ดเดือน กุมภาพันธ์ เมนูที่ 1 สวัสดีครับ ไม่เจอกันซะนานเลย ผมงานยุ่งมักๆ เหอๆ กว่าจะมีเวลามาอัพได้ ไม่ได้อัพมาร่วม 2 เดือนแล้ว
เหอๆ ต้องขอโทษทีที่ให้รอกันซะนาน อ่าจากนี้ผมจะมาอัพเมนูให้ดูกันบ่อยๆคับ แล้วก็จะเปลี่ยนจากการให้ดูแค่รูป เป้นรูป พร้อมสูตร(เล็กๆน้อยๆ ไม่ครบนะ ให้หมดเดี๋ยวก็ทำเป้นแล้วไม่มากินผมนะซิ อิอิ) อะฮะ ประเดิมกันวันนี้สุตรแรกเลย อะไรดี
เมนูวันนี้.................. หมูไม้ชุบแป้งทอด -*- ฟูชิคัทซึ-*-
ส่วนผสม
เนื้อหมูสามชั้น (กินเยอะก็เอามาเยอะๆนะ อิอิ)
ผงหมักให้นิ่ม
ผงหมักฟู
แป้งเอนกประสงค์ (หรือแป้งโกกิ ก็ได้ง่ายดี)
ใข่ไก่ 1 ฟอง
เกร็ดขนมปัง
แป้งข้าวโพด
น้ำจิ้ม(น้ำซอสญี่ปุ่น)
น้ำสต๊อก ดาชิ (เป็นน้ำที่ผ่านการปรุงรสแล้ว เหมือนน้ำซุปใส่คนอร์บ้านเรานะแหละ)
มิริน
สต๊อกเทมปุระ
------------------------------------------------
นำแป้งผสมกับใข่ แล้วใส่ผงฟูตีให้เข้ากัน เติมน้ำให้พอเหนียว พักไว้
หั่นหมูให้เป็นชิ้นเต๋า 4 เหลี่ยม ขนาดเท่าข้อนิ้วก้อย (ข้อนิ้วก้อยนะ ใหญ่มากเวลาทำจะไม่สุก)
เอาหมูไปหมักกับผงหมักเนื้อให้นิ่ม เสียบไม้ (เหมือนเสียบหมูปิ้งนะแหละ)
เอาหมูเสียบไม้ไปชุบกับแป้งเอนกประสงค์ บีบๆพอให้แน่นกับไม้เอาลงไปชุบกับแป้งที่ตีไว้
แล้วเอามาคลุกกับเกร็ดขนมปัง น้ำลงทอดในน้ำมันร้อนจัดๆ 150-180 องศาเซลเซียส
ประมาณให้สีออกเหลืองทอง (ถ้าทิ้งไว้นานจะดำนะครับแถวๆบ้านเรียกไหม้ อิอิ)
นำลงจานพักไว้
เอาละ ทีนี้เรามาทำซอสกันนะคับ เอาน้ำมิรินเผา(เป็นการติดไฟในกระทะนะ ไม่ใช่เอาไปราดพื้นแล้วเผา -*-)
ให้ได้กลิ่นหอมไหม้จะไม่เหม็นนะครับ และเป็นการเผาแอลกอฮอลในมิรินด้วย จากนั้นนำน้ำสต๊อกเท็มปุระ
เติมลงไปต้มให้เดือดเคี่ยวให้หอม เติมน้ำดาชิ แล้วเติมแป้งให้ข้นเหนียว ราดลงบนหมูไม้
เหอๆ สูตรนี้ถ้าไปเรียนก็หลายตังนะ ผมเอามาให้กันฟรีๆ เห็นไหมละทำอาหารง่ายนิดเดียวไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย แต่บอกไว้ก่อนว่า สูตรนี้อาจไม่ได้บอกส่วนผสมบางตัว และก็ปริมาณในการผสม เพราะมันก็เป็นสูตรของเชฟที่สอนผมมา เอาสูตรเค้ามาแจกเดี๋ยวเค้าตบกบาลแยก 555 เอาละครับ คราวนี้ก็คงเอาไว้แค่นี้ ก่อนคราวหน้าจะเอาอะไรแปลกๆมาให้ลองทำดูอีก September 16 เมนูหลักๆ ของวันนี้ ได้แก่ อ่าฮ้า หวัดดีค้าบ โทษทีน๊าเที่ยวนี้อัพช้าไปหน่อย อิอิ พอดีงานยุ่ง ที่โรงแรม มีแขกจองมาเยอะ ไม่ได้พักผ่อนเลย งานยุ่งมัก ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆ เหอๆ ทำงานทำการ กว่าจะได้เงินแต่ละบาท ช่วงนี้ ถังแตก ใครมีกะตังมายืมหน่อยน๊า -*- เอิ๊กๆ แล้วก็ขอบคุณทุกๆคนที่มาเยี่ยมสเปซผมนะครับ เมนูไหนที่ดูแล้วถูกใจ อยากเห็นอยากได้ อยากชิม หรืออยากได้สูตร ก็บอกกานได้นะ อิอิ แต่บางสุตรเป็นฟามลับ อาจไม่ได้นะจ๊ะ เอิ๊กๆ ช่วงก่อนๆยุ่งๆอยู่ ไม่ได้มาแต่ตอนนี้ว่างและ อิอิ เลยมาอัพเมนูใหม่ๆให้เพื่อนดูกัน
เสียเวลามาเยอะแล้ว มาดูกันดีกว่า เที่ยวนี้มีอะไรบ้าง
เอากันที่เมนูแรกดีกว่า
ผัดไทย กุงสด สูตรน้ำมะขามสำเร็จรูป อันนี้ละแซ่บเป็นอาหารจานเดียวที่อิ่ม อร่อย จานเดียวอิ่ม
ผัดเห็ด ไม่รู้ชื่อจริงมันเรียกว่าอะไร -*- แต่ในนั้นอะ มีเห็ดเยอะแยะมากมายหลายชนิด อันนี้ผมยังทำไม่เป็นเลย อิอิ
ส่วนอันนี้ข้าวคลุกกะปิ ของโปรด งืมๆ ทำง๊าย ง่าย แต่อร่อย อิ่ม เอิ๊กๆ
ซุปเต้าหู้ญี่ปุ่น เป็นไง หน้าตาอาจจะแปลกๆ ไปนิด แต่รสชาติกลมกล่อม โอเค
ต่อไปก็ ข้าวแกงกระหรี่แบบอินเดีย (ใส) ถ้าเป็นของญี่ปุ่นจะมีเนื้อ มันฝรั่ง แครอท และอื่นๆอีกนิดหน่อยผสมอยู่ในน้ำ ทำให้ข้น แต่แบบนี้ บดละเอียดหมดแล้วครับ ดื่มอย่างเดียว อิอิ
อ่าอันนี้ก็ กระเพาะปลา ปูสด เป็นกระเพาะปลาเนื้อปูสด แล้วก็เห็ดหอม เข้มข้น ใส่พริกไทยนิดหน่อย จิ๊กโฉ่ว แบบไม่หวานอีกนิด อร่อยมากๆ แต่แพงหูฉี่ งืมๆ
อานนี้เลย เกือบจะสุดโปรดผม รังนก เป็นอะไรที่ทำยาก และแพง และที่สำคัญ อร่อยมากๆ รังนำทำจากเผือกทอด กินได้ แล้วในนั้นก็ มีกุ้ง ไก่ เม็ดมะม่วง เม็ดหนำเลี๊ยบ หอมใหญ่ August 24 เมนูแรก ของสเปซ ตามชื่อ สเปซ หลังจากเฉไฉไปเรื่องอื่นซะนาน สวัสดีคร้าบ ไม่ได้เจอกันนานเลย งืมๆ ก็ตั้งแต่ไปทำงานที่ใหม่นี่แหละ งานยุ๊งยุ่งทุกวัน แล้วก็ต้องไปเรียนอีก ทำงานด้วย ไหนจะเรื่องบ้านอีก เหอๆ ปัญหาท่วมหัว
เลิกงานมาก็ ง๊วง ง่วง นั่งง๊องแง๊ง หงอยเหงาอยู่ทุกวัน เหอๆ ช่วงนี้งานก็ซา ซา ไปแล้ว เหอๆ เลยมีเวลาว่าง หลายวันก่อนนั่งคุยกับคนในเวปบอร์ด แล้วก็มีคนพูดเรื่องอาหาร ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า อ๊ะ ถ้าเรา เอาอาหารที่เราทำ หรือกินมาลงเวป ก็คงจะดีไม่น้อย คนหลายคนอยากเห็นหน้าตาอาหารที่เราทำอยู่แล้วนี่ คนอีกหลายก็อาจยังไม่เคยเห็นอาหารหน้าตาแบบนี้ อิอิ ก็เลย ตัดสินใจว่า เอาละวะ ทำแบบนี้แหละดีที่สุด เอิ๊กๆ วันนี้ก้เลยประเดิมเมนูแรกเลยวันนี้
วันนี้ก็มี
1. มิโซะซุปใส
น้ำซุปบ้านเรานั่นแหละ เหอๆ เพียงแต่มีเต้าหู้ขาวญี่ปุ่นกับสาหร่าย รสชาติก็ อืม ดีกว่าน้ำซุป บ้านเรานะ ไม่รู้จะอธิบายไง
2. มิโซะซุปข้น
เหมือนอันบนเด๊ะ เพียงแต่รสเข้มกว่า
3. ทงคัทซึ หมู
อันนี้ภาษาบ้านเราเรียก หมูชุบแป้งทอด แค่เรียกให้มันหรู๋เฉยๆ อิอิ ล้อเล่นๆ อืมจริงๆแล้วก็มีน้ำราดนะ น้ำราดอร่อยมากเข้ากะเนื้อ
4. แฮมชีสแซนวิส
(อันนี้ผมโปรดปราณทำง่าย ทำบ่อย อร่อยด้วย อิอิ)
5. พล่ากุ้ง
กุ้งลวกๆ ราดด้วยน้ำยำรสเด็ด เปรี๊ยวเค็ม ออกหวานนิดเดียว ชิมหน่อยอร่อยแน่ เหอๆ
เอาละ วันนี้กมายั่วน้ำลายกันเพียงเท่านี้ เอาไว้คราวหน้าจะเอามายั่วน้ำลายใหม่เด้อ เอิ๊กๆ
ใครมีเมนูอะไรแนะนำก็บอกกันมั่งเน้อ เผื่อผมจะไปลองทำ อิอิ
ส่วนตอนนี้ชีวิตผม ก็ลุ่มๆดอนๆ มีอะไรหลายๆอย่างที่พยายามทำ แล้วก็พยายามสร้าง จนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นท่า ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านสเปซผมมาตลอดและก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่เพื่อนๆพี่ๆน้องมีให้มาตลอดขอบคุณมากนะคับ จากนี้จะพยายามทำให้ดีที่สุด
April 15 ครั้งแรกบนลานน้ำแข็ง15 เมษายน 2549
มาถึงแล้ว หน้าร้านอันสุดแสนทรหด เหอๆ ร้อนๆๆ ร้อนจริงๆ อากาศช่วงนี้ ทางเวป GEO เลยจัดการพาสมาชิกไป ออนไอซ์ซะเลย อะนะ แต่ไปถึงจริงๆแล้วกลับเหลือไม่กี่คน -*- เฮ้อๆๆ แถมไปๆกันก็เล่นกันเป็นไม่กี่คนด้วย อะนะ ผมก็เป็น 1 ในนั้นที่เล่นไม่เป็น ล้มระเนระนาดไม่เป็นท่าอยู่หลาย ชั่วโมงเหมือนกาน เหอๆ เอารูปมาให้ดูหน่อยนึง คงไม่ว่าอะไรกันนะ อิอิ ลงเยอะไม่ดี อายเค้า 5555
ช่วงนี้ก็ยังเหมือนเดิมชีวิตลุ่มๆดอนๆ ครอบครัวนี่ก็เหมือนกับ การทะเลาะกันเป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันซะแล้ว อยากร้องให้จัง บางครั้งก็รู้สึกเหมือนจะหมดกำลังใจซะให้ได้ ไม่อยากจะทำอะไรต่อไป เป้าหมายในชีวิต เผื่อครอบครัว แต่ดูแล้ว มันไม่เหมือนจะเป็นครอบครัวซักเท่าไรเลย อยากจะหนีอีกแล้ว เคยหนีแล้วครั้งนึง สร้างชีวิตใหม่ แต่แล้วมันก้เข้ามาวงจรชีวิตเดิมๆ ไม่ว่าจะยังไงก็เหมือนกับจะหนีชีวิตตรงนี้ไม่พ้น แต่ก็นะ "ในความืดมิด ก็ยังมีแสงสว่างๆเล็กๆ อยู่เสมอ" ( อิอิ จำเค้ามาอีกที )
มีคนบางคนเข้ามาช่วยเป็นตัวยึดเหนี่ยว และเป็นกำลังใจให้ ถึงจะไม่มากไม่มาย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเผื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ เค้าว่าครอบครัวเป็นพื้นฐาน ถ้าครอบครัวใหน เป็นยังไง ลูกที่เติบโตมาก็จะเป็นแบบนั้น แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้น ในสายตาผม ผมมองจากครอบครัวผมเป็นหลัก พ่อแม่ทะเลาะกัน บ้านแตกแยก มันกลับเป็นแรงผลักดันให้ผมคิดว่า ซักวันนึงถ้าผมมีครอบครัว ครอบครัวผมจะไม่เป็นแบบนี้เด็ดขาด ครอบครัวทำให้ผมเห็น และคิดจะวางแผนอนาคตในการมีครอบครัวของผม ถึงแม้มันจะลางเลือน จนแทบจะมองไม่เห็น แต่ถ้ามีแรงใจที่จำทำ ต่อให้มันยากลำบากแค่ใหน ก็จะฝ่ามันไปจนได้
ในช่วงนี้ก็ยังว่างๆ ไม่มีงานมีการทำ ไม่รู้จะทำอะไรยังไงดีเหมือนกัน แต่ก็มีนะ ที่เค้าเรียกไปลองงาน คงได้ลองทำดูประมาณ สิ้นเดือน เป็นร้านอาหารเล็กๆใน เอ็มโพเรียม อาจฟังดูหรู๋ แต่จริงๆเป็นร้านอาหารเล็ก เท่าที่ฟังเมนู น่าจะเป็นอาหาร สไตล์ยุโรป แต่ก็ไม่แน่ใจนักอะนะ เพราะยังไม่เห็นของจริง ยังไงก็จะลองทำดูก่อน แต่ก็แย่เหมือนกัน เพราะเข้าไปถึง ต้องเป็นเด็กล้างจานก่อน อย่างน้อยก็2-3 เดือนแนะ หลังจากนั้นจะหัดเป็น พนักงานเขียง ก็อีกหลายเดือนอยู่ กว่าจะได้ไปหัดทำอาหารและก็ขึ้นเป็นพ่อครัวแบบเต็มตัว อะนะ ที่จริงผมก้เป็นอยู่แล้วละ แต่ที่ต้องหัดนี่เพราะผมไม่ใช่พ่อครัว สไตล์ยุโรป ผมทำเป็นแต่อาหารจีน ง่ายๆ (แบบที่ผมทำมันน่าจะเรียกว่าง่ายนะ ถึงบางคนจะบอกว่ามันยาก -*- ) ยังไงก็เถอะ อีกไม่นานก็จะเริ่มแล้ว งืมๆ พยายามกันต่อไป
ขอบคุณทุกๆคนที่ดุ ด่า ว่า กล่าวมาตลอด และกำลังใจที่ส่งมาให้ ไม่ว่าจะด้วยความสนุก คำติ ชม หรืออื่นๆ แม้แต่ทรัพย์สินเงินทองที่หยิบยื่นให้ ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก โดย เฉพาะกำลังใจ และ ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ขอบคุณมาก March 25 ชีวิตอันยุ่งเหยิง กับจุดมุ่งหมายใหม่ในชีวิต 25 มีนาคม 2549
กลับมาแล้วววววววว เอิ๊กๆ อาจจะหายหน้าหายตากันไปนานหน่อย ช่วงนี้ปัญหาเดิมๆรุมเร้านะแหละ แต่ไม่ได้สนใจแล้วปล่อยให้มันเป็นไป เราก็ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด อยู่ก็รู้สึกแน่นแฟ้นขึ้นมามีคนเป็นห่วงเป็นใยกันบานเลย แต่ละคนพอเจอหน้าก็ บ่นนนนนนนนๆๆๆๆๆๆ บ่นเป็นหมีโดนผึ้งต่อย ไม่รู้ไปกินรังแตนที่หนายมา รู้แล้วว่าเป็นห่วงแต่มารวมหัวกันบ่นผม ผมก็เหนื่อยเป็นนะเฟ้ยยย เอิ๊กๆ ยังไงก็ขอบคุณทุกคนนะครับ อุตส่าเป็นห่วงเป็นใยคอยตักเตือนอยู่เสมอ ขอน้อมรับทุกส่งทุกอย่างที่ให้กันมาด้วยความเต็มใจ และก็ขอบคุณ Maze-P ที่ดูงานให้นะคับ ขอบคุณเจ๊นนนี่ที่คอยห่วง และก็เพื่อนๆ ชาวเวป อีกหลายๆชีวิตที่เข้ามาร่วมกันยุ่งเหยิงในชีวิตผม อิอิ
จากนี้มีจุดประสงค์ใหม่ในชีวิตแล้วละ มีคนบางคนเค้าพยายามกระตุ้นจนผมยอมแพ้เลย ไม่ค่อยมีคนมาสนใจใส่ใจเราขนาดนี้เท่าไรหรอก คนนี้นะเจ้าแรกเลย ยอมแพ้จริงๆ สิโรราบบ่นเช้าบ่นเย็น อิอิ ถึงจะบอกว่าบ่น แต่ก็เป็นอะไรที่ดีๆมากเลย เหมือนมีคนมาคอยกระตุ้นเราตลอดเวลา ชอบนะปกติเราเฉื่อยชาถ้าไม่มีใครมาพูดกรอกหูหรือไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เดือดร้อนก็ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นทำเท่าไร แล้วก็มีบางสิ่งบางถือเป็นสิ่งมีค่ามากเลย เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ไม่มีตัวตนแต่สัมผัสได้ อิอิ และก็ได้สัมผัสมาแล้วด้วย อิอิ เป็นสัมผัสที่ถึงจะไม่อ่อนนุ่มเท่าใดนัก แต่ก็เป็นตัวจุดแรงใจและความหวังใหม่ (เว่อร์ไปใหม หวังว่าเจ้าตัวไม่ว่านะมาเขียนลงเปซเนี่ย) ถึงจะได้มาโดยไม่ตั้งตัว และก็ไม่ได้เป็นความตั้งใจของเจ้าตัวก็เถอะ แต่สิ่งนั้นนะทำให้คิดถึงจุดยืนใหม่ๆในชีวิต สิ่งที่เคยทำ อยากทำ และได้ทำ ตอนนี้เลยมีจุดหมายปลายทางใหม่ของชีวิตแล้วละ ตอนนี้ต้องการเริ่มที่การหางานใหม่ๆ ทำให้ได้ก่อน ตอนนี้หวังอยากทำงานครัวนะ ใครมีงานที่ใหนแนะนำกันบ้างละ
แล้วก็มีทติ้งครั้งล่าสุด เอิ๊กๆ ช่วงนี้กินกันบ่อยแฮะ จะเป็นหมูอยู่แล้ว เอิ๊กๆ แต่ละคนนัดกันได้นัดกันเอา เอาน่าซัมเมอร์ทั้งที แล้วก็เป็นงานวันเกิด นายแฮงค์เดี๋ยวพอปกติก็ต่างคนต่างงานยุ่งแล้ว นานๆเที่ยวด้วยกันไม่เป็นไรนะ และก็เช่นเคย ภาพเก็บตกเก้บมาฝากจ้า
ตอนนี้ชีวิตที่เหนื่อยล้าคงจะพักมาพอแล้ว กำลังคิดว่าเริ่มต้นสร้างอะไรใหม่ๆ เหมือนที่เคยๆทำมา ถึงบอกว่าร่างกายจะพักมาแล้วแต่จิตใจอ่อนล้าเหลือเกิน อยากได้กำลังใจอยากได้คนที่พร้อมจะมาเป็นเพื่อน อยู่ข้างๆเสมอ อะนะแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีซิน่า เอิ๊กๆ เล็งๆใว้เหมือนกันแหละแต่เพราะมีอาการส่วนตัวบางอย่างทำให้ไม่ค่อยมีความกล้าในการเข้าหา เหอๆ เซ็ง บางครั้งก็อยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดากับเค้าบ้างเหมือนกัน -*-
แล้วก็ขอขอบคุณทุกๆคนที่คอยให้กำลังใจ คอยว่า คอยด่า คอยเตือน และเพื่อนๆที่อยู่ข้างกันเสมอมา ผมอาจจะห่างๆหายๆไปบ้าง แต่ไม่ได้หายไปใหนนะ ช่วงนี้อาจจะมีอะไรที่ต้องคิดและต้องทำอีกมากมาย ถ้าไม่ได้พบปะ เจอะเจอ หรือทักทาย ก็อย่าโกรธเคืองกันละ ยังคิดถึงและเป็นห่วงๆทุกๆคนอยู่เสมอ และที่ขาดไม่ได้ หนึ่งกำลังใจที่คอยให้กันอยู่เคียงข้างกันเสมอ ขอบคุณมาก ไม่ว่าจากนี้ต่อไป จะเป็นอย่างไรก็อยากให้รู้ว่า ยังอยู่ตรงนี้เสมอ อาจจะเดินช้าไปนิด แต่ไม่เลิกที่จะก้าวตามต่อไป ถ้ารอไม่ใหวก็ล่วงหน้าไปก่อนนะ ยัยบ๊องซ์ March 12 มีทติ้งสนุกดีเนอะ12 มีนาคม 2549
อ่าฮ๊า ไม่ได้ อัพซะหลายวัน เหอๆ คิดถึงกันบ้างใหมหนอเพื่อน ตอนนี้ชีวิต สับสนวุ่นวาย เละเทะ พ่อแม่ ญาติ ๆ
อะไรกันหนักหนาหว่า แต่เอาน่าตอนนี้ก็สงบใจลงได้เยอะแล้ว เพราะว่าก็ยังมีส่วนน้อย ที่ทำให้มีความสุขเยอะๆ ได้ในชีวิตเหมือนกัน ไม่ต้องมานั่งเครียด อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนนี้ แต่ตอนนี้ก็ยังตกงานมีงานเล็งๆใว้เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร อือๆ ยังไงก็ดีแล้วละ สมองได้คลายเครียดส่วนรูปงานมีทนะดูเอาเลย มีเยอะแยะตาแป๊ะหนัง อิอิ วันนั้นนะ โหว ตอนแรกจะไป Shabushi กัน แต่ไม่มี ง่า ก็เลยตกลงกันอยู่นานว่าจะไปกินอะ สุดท้ายก็เลยได้ไปกินที่ ร้าน Shalayตรงสยาม ซ.2กินกันบานตะโท่โล่ อาหารเค้าหร่อยใช้ได้เลยนะ แต่แพงมากๆเลยกับข้าวแต่ละจาน แต่ก็เอานะ แลกมาด้วยความอร่อยและสนุกสนาน และเพื่อนใหม่เพียบ เสร็จแล้วก็ไปต่อคาราโอเกะแถวๆนั้นแหละ โหย ไมค์แทบไม่ได้ออกจากปากเลย พี่แกล่นส่งมาเพลงใหนกดแล้วร้องไม่ได้ส่ง ดันมี คนรู้ใจ กดแต่เพลงที่อยากร้องส่งมาให้ด้วย อิอิ ก็ร้องซะ เค้าจัดมา เราก็จัดไปอย่าให้เสีย อิอิ หนุกหนานมากๆ เสร็จประมาณ เที่ยงคืนละมั้ง ทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นรถกลับบ้าน ทั้งกลุ่มที่มาเลยกลับรถไฟฟ้าหมด เหลือผมกะ Maze'p คนนี้ดันบ้านอยู่คนละทางกับใครเลย บ้านเค้าไปอยู่แถวๆพระราม 3 บ้านใหญ่เราเอง อะนะ โอเชๆ ผู้หญิงคนเดียว หน้าตาดีด้วย (รึเปล่า เหอๆ ล้อเล่นๆ) อะนะ ก็ต้องเป็นหน้าที่สุภาพบุรษ อย่างเรา ไปส่งซะหน่อยก็แล้วกาน งืมๆ ก็เลยต้องนั่งแท๊กซี่ไปส่งเค้าที่ พระราม 3 อ่าว แล้วเรากลับไงเนี่ย รถก็หมดแล้ว ง่า เลยต้องเสียค่าแท๊กซี่เลย แต่ด้วยความฉลาดเหอๆ ไปต่อรถเอา ประหยัดกว่ากันเยอะเลยนะ ถ้านั่งแท๊กซี่ถึงบ้าน ก็ 200 ได้มั้ง แต่ไปต่อรถเมล์เสียแค่ 90 บาทเอง อิอิ เป็นหนึ่งวันที่มีความสุขในชีวิต วันนั้นลืมเหนื่อยไปเลย เรื่องที่ผ่านๆมามันหายไปจากสมอง ถึงจะแค่คืนนั้นคืนเดียวก็เถอะนะ ขอบคุณทุกคนมากเลยคับ ที่สร้างความสุขให้กับผม ขอบคุณทุกคนมากๆ เป็นความทรงจำที่ผมไม่ลืม ลืมไม่ลง
เหอๆ แล้วก็ไอ้ต้องเลย รีทัชมาจากราชบุรีเชียวนะ อิอิ ถึงจะได้เจอกันแป๊ปเดียวก็เถอะ แต่ไอ้เพื่อนเวลนี่ก็หายหัวเลย มากรุงเทพฯ 3 วันไม่ติดต่อกันเลย อยู่กะแฟนอย่างเดียว เหอๆ ช่างเถอะๆ นานๆเค้าจะมาเจอแฟนทีให้เค้าได้อยู่ด้วยกันก็แล้วกัน เห็นว่าปีหน้าจะมาเรียนรามแล้วนี่ เหอๆ เพื่อนสนิทจะมาอยู่ด้วยกันแล้ว คู่หู ดูโอ้ อิอิ แต่ก็อิจฉามันจังมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว เราซิ ยังนั่งเหงา หง่าวๆอยู่เลย ชีวิตนี้จะเจอคนที่รักกันจริงบ้างใหมนะ เหอๆ แอบชอบเค้าข้างเดียว ไม่เคยมีใครมาสนใจเล้ย ตอนนี้เริ่มตัดที่บ้านได้นิดหน่อยแล้วละ อย่างน้อยก็ทำให้เหนื่อยน้อยลง แต่ก็ยังมีอะไรต่อมิอะไรให้คิดมากมายอยู่ในสมองอยู่ดีแหละ ขอบคุณทุกคนที่เค้ามาอ่านนะคับ และก็คำคอมเม้นที่ให้กำลังใจ ขอบคุณทุกคนจริงๆ
|
|
|