โจ๋'s profileMaster of the kitchen *P...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    December 08

    งานใหม่ ชีวิตใหม่ กับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ในทุกๆด้าน


     สวัสดีทุกคนครับ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพมานาน  และก็ขอบคุณทุกๆคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ ทั้งที่ คอมเม้น และไม่ได้คอมเม้น  จาก
    ช่วงชีวิตที่ร่วงลงไปสู่จุดๆหนึ่ง ที่แทบจะลุกไม่ขึ้น ประกอบกับ อุบัติที่เหตุบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ประจวบมาจนวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 5 เดือน   ที่จมปลักอยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ ไร้ความหมาย  และไร้อนาคต

     จนวันนึงเริ่มรู้สึกว่า ที่ตัวเองฝืนทำอยู่นี่คืออะไร อนาคตที่มองไม่เห็นนี้คืออะไร งานการที่เราทำแต่ไม่มีความสุข และเหมือนอยู่ไปวันๆนี้คืออะไร  ชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ ทั้งเรื่อง การใช้ชีวิต  ความรัก หรือการกระทำที่เสียเวลาไปวันๆ  ผมก็ไปพักผ่อนที่ชะอำ  2-3 วัน กับบ้านเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน  อาจจะเป็นเพื่อนที่ผมเชื่อใจที่สุดในโลกก็ว่าได้  บ้านเธอไม่ได้มีฐานะอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับยากจน อาจจะมีกินด้วยซ้ำ แต่บ้านเธอเป็นเพียงบ้านไม้เก่าๆ ที่สร้างมานานมากแล้ว  อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเธอ นอกจาก คอมพิวเตอร์ที่เธอใช้แล้ว ก็เป็นมีพัดลมเก่าๆ 2 ตัว  กับทีวี สมัยพระเจ้าเหา 1 เครื่อง (นึกเอาเองนะครับสมัยพระเจ้าเหา) ตั้งแต่วันแรกที่หอบหิ้วร่างไร้ความรู้สึก ไร้วิญญาณไปถึง ก็ได้เจอพ่อ กับแม่ของเธอ เป็นลุงป้าคู่นึง ที่มีอายุแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงดีทั้งคู่ แต่ด้วยความที่รู้จักลูกสาวเค้ามานานแล้ว เลยเรียกพ่อและแม่ได้สนิทใจ (พ่อ และ แม่ คงไม่ถือโทษโกรธเช่นกัน) ช่วงเวลา 3 วันที่ใช้ชีวิต เป็นอะไร ที่ไม่เคยเจอ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนเมือง หรือไม่ก็เคยอยู่แต่ที่ ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย เลยทำให้รู้สึกว่า ที่นี่มันช่างเป็นชีวิตที่สงบอะไรเช่นนี้ คืนแรกที่ไปถึงก็ดึกมากแล้ว บ้านเธอเป็นบ้าน 2 ชั้น เธอนอนชั้นบน พ่อและแม่ นอนชั้นล่าง แต่เพราะผมไปนอนด้วย ทำให้เธอต้องย้ายลงมานอนข้างล่างกับแม่ ส่วนผมก็นอนหน้าห้องนอนเธอ เพราะมีเตียงวางอยู่พอดี คืนแรกก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียแต่หัวค่ำ ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่ด้วยความรู้สึกว่า ผมนอนไปได้แป๊ปเดียวเอง (ปกตินอน 24 ชม อิอิ) ก็มีเสียงเรียกขึ้นมาจากชั้นล่าง หลังจากรู้สึกตัวเหลือบมองนาฬิกา ประมาณอีก 15นาที   6โมงเช้า   ใครมาเรียกอะไรกันแต่เช้าเนี่ย ขอนอนอีกนิดนะ ยังไม่ทันจะหลับตา เพื่อนผมก็ขึ้นมาปลุก บอกผมว่าขี่มอไซเป็นใช่ไหม ไปตลาดหน่อยซื้อของ ด้วยความที่เรามาพักบ้านเค้า ก็รู้สึกว่าถ้าทำไรให้เค้าไม่ได้ ก็ช่วยๆงานเค้าก็ยังดีมานอนฟรีกินฟรีก็กระไรอยู่ ผมก็จัดแจงลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวไปตลาดจากบ้านเค้าไปตลาดก็เป็นระยะทางประมาณ    สยาม - ประตูน้ำ  ไม่ใกล้เลยนะ แถมบ้านเธอไม่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน  มอไซสถานเดียวคับ  แถมเป็นมอไซเก่าๆ ยุค พระเจ้าตาใส่เกงยีนต์ ขี่ช๊อปเปอร์อะ เหอๆ  แบกน้ำหนักผมที่ร่วมเกือบๆ 100 โอ้ช่างน่าสงสาร เหอๆ เสียงดังมาก จำพวก ดังแต่ท่อ ล้อไม่ไปอะ เหอๆ อากาศตอนเช้า ของบอก เมืองในหมอก อากาศดีมากๆ แต่หนาวถึงขนาดพูดเป็นควัน โอ้แม่เจ้า เหมือนเมืองนอกเลย เหอๆ หลังจากเดินตลาดจนเหงื่อออกได้ที่ ก็แวะมาที่แผงของพี่สาวของเพื่อนผม พี่สาวเธอกับพี่เขยเปิดแผงขายปลาหมึกอยู่ในตลาดใหญ่ชะอำ ก็รับของแล้วก็หิ้วกลับมาที่ร้าน  อ้อ อธิบายก่อน บ้านเพื่อนผมคนนี้อยู่เกือบถึงริมหาดชะอำ เปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ มุงหลังคาจาก แต่ก็มีคนกินทั้งวัน หลับมาถึงร้านประมาณ 8 โมงน่าจะได้ ก็เริ่มจัดแจงจัดการของที่ซื้อมา หั่นผัก ลวกของสด เก็บนู่นจัดนี่ จนเข้าที่ จากนั้นก็เปิดขายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   ขายจนถึง 6 โมงเย็น แล้วก็เก็บร้านๆ ล้างๆเก็บๆ ที่นี่แค่ 5โมงกว่า ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว  แถมมืดตึ๊บ  มีแต่แสงนีออนบนถนนเท่านั้น ถนนทั้งยาว ทั้งกว้าง สองข้างทางเป็นป่า (น่ากลัวจริงๆ) แต่คนแถวนี้เค้าบอก ชินแล้วละ อยู่กันมาตั้งแต่เกิด โหว ถ้าเรามาอยู่ มีหวังไม่กล้าไปไหน พอเก็บร้านเสร็จเราก็กลับเข้าบ้านกัน แล้วก็เริ่มคุยกับพ่อ และแม่ของเพื่อนผม เป็นพ่อและแม่ที่ใจดีมาก เค้าก็คุยถึงเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว การใช้ชีวิต จนมาถึงปัจจุบัน ผมเริ่มรู้สึกว่า เราทำอะไรอยู่เนี่ย บ้านเค้ามีกันแค่นี้ ใช้ชีวิตกันแบบนี้ อยู่กันแบบนี้ มีครอบครัวได้ขนาดนี้  แต่เราอยู่เมืองที่ศิวิลัย มีทุกสิ่งทุกอย่างดีพร้อมกว่านี้ แต่กลับไม่สามารถทำตัวเองให้ดี สู้คนที่เค้าใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองที่ศิวิลัยอย่างนี้ได้ ชีวิต 3 วันที่ทำให้ผมรู้สึกถึงการใช้ชีวิต การทำงาน ที่นี่เค้าเผาถ่านใช้เองนะ (ถ่านๆดำๆติดไฟอะ) ปลูกผักเอง (เล็กๆน้อย) ทุกอย่างแทบจะทำเองหมด เวลาที่ผ่านไปแสนจะรวดเร็ว ผมใช้เวลา 5 เดือนไปกับงานที่ทำไปเรื่อยเปื่อยวันๆ
     หลังจากกลับมากรุงเทพฯ ผมก้เริ่มตระเวนหางานที่ผมคิดว่า เราชอบสิ่งนี้ เราอยุ่มากับสิ่ง และเราก็จะเริ่มมันกับสิ่งนี้แหละ + โอกาศประจวบเหมาะ มีเพื่อนคนนึงเค้าเป็นสถาปนิก ออกแบบตึกแห่งหนึ่งเพิ่งเสร็จ เค้าก็แนะนำว่า ตึกเพิ่งเปิด ลองไปดูซิ เผื่อเค้ารับสมัคร จากคำพูดนั้น ผมก็ไม่รีรอ จัดของใช้จำเป็นที่ต้องสมัครงานแล้วก็ไปทันที พอไปถึงผมแหกปากทันที  "โอ้โห  ไอ้ห่า จะรับกูไหมเนี่ย" อันนี้เสียงสดคับไม่มีเซนเซอร์ เหอๆ ทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูใหญ่ ตึกที่มีสีเขียวเป็นองค์ประกอบหลัก สูง 52 ชั้น ตระหง่านฟ้า พอเปิดประตูเข้าไป โอแม่เจ้า แอร์สวนกลับมาตีหน้าเย็นเฉียบ มือไม้สั่นและเย็นเฉียบพอๆกับแอร์ เพราะอาการตื่นเต้น ห้องโถงตรงหน้าฟร้อนกว้างมาก ปูพรมแดงเป็นทางเดินตรงไปที่ฟร้อน โอ้แม่เจ้า มันจะหรู๋อะไรขนาดนี้ หลังจากนั้นก็ตรงรี่ไปที่ห้องอาหารของตึก ทันทีที่โผล่เข้าไป "โอ้โห แม่เจ้า มันจะหรู๋กันไปถึงหนายว๊า" ห้องสี่เหลี่ยมที่กว้างแสนกว้าง โคมไฟระย๊าที่แสนจะหรูหร๋า พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาถามทันที "กี่คนค่ะ" เอิ๊กๆ เราพูดเบาๆว่า มาสมัครงานครับ  ประจวบเหมาะกับพอดี ผู้หญิงคนนึงดูมีอายุประมาณ40+ เดินเข้ามาคุยและให้ไปนั่งรอที่โต๊ะ ทราบที่หลังว่าเค้าเป็นผู้จัดการใหญ่ (เพราะร้านมีหลายสาขา)เค้าให้กรอกใบสมัครแล้วก็เริ่มสอบถาม   สอบสัมภาษกันเลยว่างั้น เนื่องจากที่ทำงานเก่าผมนั้น ตอนไปสมัครตำแหน่งมันเต็ม ผมเลยได้ตำแหน่งมาแค่สจ๊วต (บ้านเราเรียกเด็กล้างจาน)แต่ผมก็ทำงานครัวนะ เพียงแต่กินตำแหน่งนี้เฉยๆ ไอ้ที่ทำงานเก่ามันกวนโอ๊ย ตีตำแหน่งให้เป็นเด็กล้างจาน แต่ทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊ก  งง  ไหมละ  ใครที่เข้าใจว่าผมเป็นเด็กล้างจานให้เข้าใจซะใหม่นะ  เพราะงั้นผมเลยไม่มีใบผ่านงานอะไรมาให้เค้า หลังจากสัมภาษกันไปกินเวลาช่วงนึง เธอก็ให้เราประเดิมด้วยกันขายอาหารเช้าให้เธอ  โอโห  แม่คุณ  ยังไม่ทันไรให้ก็ให้โชว์อ๊อฟซะแล้ว  เอาละซิตู ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย งืมๆๆ เอาไงดีหว่า  สุดท้ายตัดสินใจ เอาวะเท่าที่เราทำได้ เริ่มจากการเทสอาหารไทย   ยำก่อนเลย ไทยๆนี่แหละ โอ้วแม่เจ้า เครื่องมือพร้อมเพรียง สมเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวจริงๆ
    1.ยำทะเล
    2.ต้มยำกุ้ง
    3.สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า
    4.ข้าวผัดปลาเค็ม
    5.ออมเล็ต (บ้านเราเรียก ใข่ม้วน หรือใข่ก้อน)
    เหอๆ ผลที่ออกมา  เหมือนถูกแจ๊กพ็อต  เค้าบอกว่าเริ่มงานได้เลย   5555555555  ตอนนั้นใจเต้นตุ๋มๆต๋อมๆ โอ๊ว สวรรค์ทรงโปรด มีงานทำแล้วเฟ้ย  เอิ๊กๆ  เค้าบอกให้รอน้องสาวเค้ามาคุยเรื่องงานก่อน เพราะน้องเค้าเหมือนฝ่ายบุคคล  นั่งรอกันจนเหงือกแห้ง ผ่านไป 5 ชม  (-*-)  น้องเค้าโทรมาบอกว่ามาไม่ได้ รถติดมากเลย อ่าวเวรกรรม รอมาทั้งวัน กลายเป็นงั้นไป คุณผู้จัดการก็สุดยอด ควักให้ 500บาท  บอกค่าแท๊กซี่กลับบ้าน แล้วก็มาเริ่มงานได้เลย  โอ้แม่เจ้า  อะไรกันเนี่ย มาสมัครงานให้ค่าเสียเวลา 500 มีที่ไหนอีกไหม เหอๆ
    จากนั้นผมก็เริ่มงานกับร้านนี้ หลังจากเริ่มงานก็มีข่าวแว่วๆว่า เค้าจะให้เงินเดือนผม ตอนแรกเท่าที่มอง  เรายังไม่มีตำแหน่ง ไม่มีใบผ่านงาน ไม่มีอะไรเลย คงได้เงินเดือนประมาณ 6500-7000 ก็ยังดี กินอยู่กับร้าน 3 มื้อ มีเงินเก็บทุกเดือนหักค่ารถอย่างเดียว แต่พอเริ่มงานไปได้ 2 อาทิตย์ เจ้าของร้านก็เรียกมาคุยด้วย ถามถึงตำแหน่งประสบการณ์และฝีมือ ผมก็ตอบไปตามความจริงทุกอย่าง เค้าก็เลยเทสอีกครั้ง (อีกแล้ว)ผมก็จัดแจงเล้ย โอโห ไม่นึกว่าจะโดนใจ  เค้าก็เลยบอกเรานะฝีมือใช้ได้นะ ฝึกอีกหน่อยก็เก่ง อาจจะมีพรสวรรค์  งั้นก็อยู่หน้าเตาแล้วกัน ครัวไทย  โอโห  การจะได้ขึ้นหน้าเตาเนี่ย อย่างน้อยต้อง เป็นผู้ช่วยหน้าเตา 1-3 ปีเชียวนะ  ผมขึ้นมาจากผู้ช่วยกุ๊กเล็กๆ (หั่นผัก หั่นเนื้อ) ข้ามขั้นเลย แต่ก็ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ เหอๆ จัดๆเงินเดือนไม่สนละ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ แต่ไอ้ตัวเงินเดือนนี่ กลับทำให้ตกใจเข้าไปอีก เหอๆ ไม่ขอระบุว่าเท่าไร เอาเป็นว่า 2 เท่าของงานเก่า  อิอิ
    นี่เลยถ่ายรูปมาให้ดูเป็นน้ำจิ้ม เอิ๊กๆ  ตอนนี้เป็นกุ๊กแบบเต็มๆตัวแล้ว    ใครที่เคยดูถูกเราไว้ดูซะใหม่นะ  กิกิ
         J(806)J(807)J(808)J(809)J(810)J(811)J(812)J(813)J(814)J(815)J(816)J(817)J(818)J(819)J(820)J(821)J(825)J(829)J(827)J(828)